พิธีกรรมแห่งศีลมงคลสมรส (Marriage)

http://orthodoxsaintvalentine.wordpress.com

ORTHODOX SAINT VALENTINE

พิธีกรรมแห่งศีลมงคลสมรส (Marriage)

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

พิธีกรรมศีลมงคลสมรสในศาสนาคริสต์เตียนออร์โธด็อกซ์ดั้งเดิมนั้น คือการให้คำมั่นสัญญาของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่อพระเจ้าว่าจะอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวด้วยความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ของคู่สมรสนี้เปรียบได้กับความสัมพันธ์ของพระคริสต์เจ้าที่มีต่อศาสนจักรของพระองค์ และการครองคู่อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยานี้ นี่เองที่ทั้งสองฝ่าย มีความใฝ่ประสงค์ขอต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่พระองค์จะอำนวยพระพรของพระองค์ให้แก่ชีวิตครอบครัว และการกำเนิดใหม่และการเลี้ยงดูบุตรให้เป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีในภายภาคหน้า

พิธีสมรสนี้ได้ถูกสถาปนาขึ้นโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าเองเมื่อครั้งเวลาบนสรวงสวรรค์ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ผู้แรกขึ้นคือ อดัม และอีวา “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ทรงตรัสแก่เขาว่า จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดินจงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเลและฝูงนกในอากาศ…” (ปฐก.1:28)

องค์พระเยซูคริสต์เจ้า ได้ทรงอำนวยพรของพระองค์ในพิธีมงคลสมรสด้วยการที่พระองค์เองนั้นทรงเป็นแขกในงานสมรสที่เมืองคาอันแคว้นกาลิลี และได้ทรงยืนยันต่อพิธีด้วยว่า การสถาปนาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของพิธีมงคลสมรสที่ว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นและได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” (ปฐก.1:27) และได้ทรงตรัสอีกด้วยว่า “เหตุฉะนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (ปฐก.2:24) “เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้วอย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย” (มธ.19:4-6)

นักบุญอัครสาวกเปาโลได้กล่าวว่า “เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า หมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร” (อฟซ.5:31-32)

ความสัมพันธ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้ากับคริสตจักรนั้นมีรากฐานที่ตั้งอยู่บนความรัก ขององค์พระเยซูคริสต์ต่อคริสตจักร และในการอุทิศให้ทั้งหมดของพระเยซูคริสต์เจ้าต่อคริสตจักรของพระองค์ จากจุดนี้นี่เองที่สามีจึงต้องรักภรรยาของตนดังเป็นกายของตนเอง ส่วนภรรยานั้นก็รักสามีของตนด้วยความเต็มใจ และรักที่จะเชื่อฟังสามีด้วยเหมือนกัน

ท่านอัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “ฝ่ายผู้เป็นสามีทั้งหลายเอ๋ย จงรักภรรยาของตน เหมือนดังที่ พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงรักคริสตจักรของพระองค์ และทรงสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร…เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง” (อฟซ.5:25,28) “ ฝ่ายผู้เป็นภรรยาทั้งหลายเอ๋ย จงเชื่อฟังสามีของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ที่ดีของผู้เป็นภรรยา เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยาเหมือนพระคริสต์ทรงเป็นพระเศียรของคริสตจักร ซึ่งเป็นดังพระกายของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร” (อฟซ.5:22-23) ดังนั้นคู่สมรส (สามี และภรรยา) ทุกๆ คน ในตลอดชั่วชีวิต ควรจะต้องรักษาไว้ซึ่งความรัก ความซื่อสัตย์ และความนับถือ ซึ่งกันและกัน รากฐานในชีวิตครอบครัวของชาวคริสต์เตียนที่ดี และถูกต้องสมบูรณ์นั้น เป็นแหล่งกำเนิดของสังคมที่ดี รากฐานของครอบครัวที่ดีนั้นตั้งอยู่บนคริสตจักรแห่งพระเยซูเจ้าของพวกเราทุกๆ คน

พิธีกรรมของศีลมงคลสมรสนั้น ไม่จำเป็นสำหรับทุกๆคนไป แต่จะเป็นไปในลักษณะของความประสงค์ดีที่อยู่กินกันแบบนอกสมรส จึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องบริสุทธิ์ และไร้ซึ่งมลทิน หรือสำหรับผู้ที่ไร้คู่ครองหรือไม่ประสงค์ที่จะมีคู่ครอง ก็ควรที่จะดำรงชีวิตอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรมให้ได้ตลอดไป ดังที่พระวจนะของพระเจ้าที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า ชีวิตอันสูส่งที่ไร้ซึ่งคู่สมรส คือการดำรงชีวิตอันเป็นชัยชนะในพรหมจรรย์ต่อพระเจ้า ท่านทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “เรื่องคนโสดนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็น ในฐานที่เป็นผู้ได้รับพระกรุณาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ เพราะเหตุความยากลำบากที่จะมาถึงอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกคนควรจะอยู่อย่างที่เขาเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ท่านมีภรรยาแล้วหรืออย่าหาช่องที่จะทิ้งภรรยาเลย ท่านเป็นคนตัวเปล่าหรือ อย่าหาภรรยาเลย ถ้าท่านจะแต่งงานก็ไม่มีความผิดและถ้าหญิงสาวพรหมจารีจะแต่งงานก็ไม่มีความผิด แต่คนที่แต่งงานนั้นจะต้องยุ่งยากลำบากใจ แต่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ท่านพ้นจากความยุ่งยากนั้น พี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าหมายความว่า ยุคนี้ก็สั้นมากแล้ว ตั้งแต่นี้ไปให้คนเหล่านั้นที่มีภรรยาดำเนินชีวิต เหมือนกับไม่มีภรรยา และให้คนที่เศร้าโศกดำเนินชีวิตเหมือนกับมิได้ชื่นชมยินดี และผู้ที่ซื้อก็ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับว่าเขาไม่มีกรรมสิทธิ์เหนืออะไรเลย และคนที่ใช้ของโลกนี้ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับมิได้ใช้อย่างเต็มที่เลยเพราะระบบของโลกนี้กำลังล่วงไป ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพ้นจากความสาละวนวุ่นวาย ฝายคนที่ไม่มีภรรยาก็สาละวนในงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่คนที่มีภรรยาแล้วก็สาละวนในงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งที่พอใจของภรรยา เป็นการสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหญิงซึ่งไม่มีสามี และสาวพรหมจารีนั้น ก็สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ทั้งกายและจิตใจ แต่หญิงที่มีสามีแล้วก็สาละวนในการงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจของสามี ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ก็เพื่อที่จะให้ท่านได้เข้าใจ และเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านเอง มิใช่จะเอาบ่วงบาศคล้องท่านแต่เพื่อความเป็นระเบียบ ขอให้ท่านปฏิบัติต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากใจสองฝักสองฝ่าย แต่ถ้าชายใดที่มีคู่มั่นเป็นสาวพรหมจารี และรู้สึกว่าตนจะปฏิบัติต่อคู่มั่นอย่างสมควรไม่ได้ มีความรักร้อนแรง และต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ให้เขาทำตามปรารถนา คือให้เขาแต่งงานเสีย ไม่มีความผิดอันใด แต่ถ้าชายใดตั้งใจแน่วแน่ และเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และเขาสามารถบังคับใจตัวเองได้และตั้งใจว่าจะให้หญิงนั้นเป็นคู่มั่นต่อไป เขาก็กระทำดีแล้วเหตุฉะนั้นคนใดที่แต่งงานกับคู่มั่นของตนก็ทำดีอยู่ แต่ผู้ที่ไม่แต่งงานก็ทำดีกว่า ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาก็ต้องอยู่กับสามี ถ้าสามีตายนางก็เป็นอิสระจะแต่งงานกับชายใดก็ได้ตามใจ แต่ต้องแต่งงานกับผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้านางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า”(คร.7:25-40, มธ.19:11-12)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s