ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้ ╰⊰¸¸.•¨* The Orthodox Christian way of life

http://walkingbytheseaorthodoxy.wordpress.com

WALKING BY THE SEA – ORTHODOXY

ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้

The Orthodox Christian way of life

1.ศีลล้างบาป (Baptism)

ชาวคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีรับศีลนี้ก่อน เพื่อแสดงว่าตนเองได้เข้ามาเป็นสมาชิกของศาสนจักรแล้ว จึงจะสามารถรับศีลอื่น ๆ ต่อไปได้อีก การรับศีลล้างบาปนี้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตแม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แต่ถ้ากลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลนี้ เพราะถือได้ว่าทำการล้างบาปแล้ว ทั้งนี้เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่ามนุษย์มีบาปกำเนิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดสืบมาแต่บรรพบุรุษซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและอีฟ

พิธีกรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของศีลล้างบาป คือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเข้ารับการจุ่มตัวทั้งร่างกายลงไปในน้ำสามครั้ง ไปพร้อมๆกับการกล่าวนามพระไตรลักษณ์เจ้า คือ ในนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอชำระจากบาปแต่ครั้งเริ่มแรก และจากบาปที่มีอยู่ทั้งหลายทั้งปวง และบาปที่เคยทำมาแต่ครั้งก่อน ก่อนที่จะเข้ารับศีลล้างบาป และเป็นการกำเนิดใหม่ในพระพรแห่งพรจิตเจ้า ที่ได้รับมาซึ่งชีวิตใหม่แห่งฝ่ายจิตวิญญาณ (การกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ) และได้ทำการเข้าเป็นสมาชิกแห่งพระคริสตจักร ซึ่งได้มีส่วนในพระคุณาธิการแห่งราชอาณาจักรแห่งพระคริสต์เจ้า พิธีศีลล้างบาปนี้ได้ทำการสถาปนาขึ้นโดยพระเยซูคริสต์เจ้าของพวกเราเอง พระองค์เทรงกระทำให้พิธีศีลล้างบาปนี้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการใช้พระองค์เองเป็นตัวอย่างในการรับศีลล้างบาป จากท่านยอห์นผู้ให้ศีลล้างบาป หลังจากนั้น ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จข้นสู่สรวงสวรรค์ พระองค์ได้ทรงสั่งแก่เหล่าสาวกของพระองค์ไว้ด้วยว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้พวกเขารับศีลล้างบาปในพระนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธ์” (มธ.28:19)

พิธีศีลล้างบาปนี้ จำเป็นสำหรับทุกๆคนที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกแห่งคริสตจักรของพระคริสต์เจ้า ดังที่มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “พระเยซูตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยน.3:5)สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับในพิธีศีลล้างบาปนั้นจะต้องมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้า และมีความสำนึกในการกลับใจใหม่

ในคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์นั้น จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ผู้ปกครอง และผู้ปกครองอุปถัมภ์ของเด็กมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองที่จำเป็นจะต้องมีผู้ปกครองรับอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปในโบสถ์ ที่ไม่ใช่พ่อแม่ตัวจริง แต่อาจจะเป็นใครก็ได้ที่เป็นญาติมิตรหรือคนรู้จัก เพื่อที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ และช่วยเหลือและเอาใจใส่ทางด้านความเชื่อและคำสอนที่ถูกต้องแห่งพระคริสต์เจ้า จนกว่าเด็กนั้นจะเติบโตเป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีต่อไป ในภาระหน้าที่ของผู้ปกครองอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปนี้ จะเป็นบาปอย่างยิ่งถ้าผู้ปกครองอุปถัมภ์นั้นปล่อยปะละเลย ในหน้าที่การอุปถัมภ์ทางศาสนาแก่บุตรอุปถัมภ์ของตน พระคุณาธิการแห่งพระพรที่ได้รับมาซึ่งความเชื่อของผู้อื่นนั้น มีปรากฏให้เห็นแก่เราในพระคัมภีร์ ที่พระคริสต์ได้ทรงรักษาคนเป็นง่อยให้หาย “เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงทรงตรัสกับคนง่อยว่า ลูกเอ๋ยบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (มก.2:5)

บางนิกายมีความเห็นว่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ยังไร้เดียงสา และได้มีการกล่าวหาต่อคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์ว่ามี การประกอบพิธีต่อเด็กที่ยังไร้เดียงสา แต่สาระหลักของการประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กนั้นกระทำขึ้นเพื่อ ที่ว่าในธรรมเนียมพิธีแห่งศีลล้างบาปของพันธสัญญาเดิมนั้นเด็กที่มีอายุแรกเกิดได้แปดวันต้องเข้าพิธีสุหนัต (การตัดหนังหุ้มปลายองคชาติสำหรับเด็กชายเท่านั้น) “ในพระองค์นั้น ท่านได้รับพิธีเข้าสุหนัตที่มือมนุษย์มิได้กระทำ โดยที่ท่านได้สละกายเนื้อหนังเสียในการเข้าสุหนัตแห่งพระคริสต์ และได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีศีลล้างบาปมาแล้ว และในพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากความตายกับพระองค์ โดยเชื่อในการกระทำของพระองค์ผู้ได้ชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา” (คส.2:11-12) และเหล่าพระสาวกของพระเยซูได้ทำการประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่ครอบครัวที่มีบุตรอย่างไร้ความสงสัย เด็กในวันนี้ ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า สามารถมีบาปอันเป็นที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้พวกเขาได้รับศีลล้างบาปจากพิธีกรรมทางศาสนาแห่งพระคริสต์เจ้าที่หลังจากนั้นจะได้รับพระพรจากพระจิตเจ้าเพื่อชำระมลทินทั้งปวงของพวกเขา

พระเยซูคริสต์เจ้าเองได้ทรงตรัสไว้ว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าย่อมเป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น (ลก.18:16) ดังเช่นที่พิธีกรรมของศีลล้างบาปนั้นคือการให้กำเนิดใหม่แก่จิตวิญญาณ ทุกคนเกิดมาแค่เพียงครั้งเดียว การรับศีลล้างบาปก็ควรจะมีแค่ครั้งเดียวเช่นกัน “มีกายเดียวและมีพระจิตเจ้าองค์เดียวเหมือนมีความหวังใจอันเดียว ที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว และศีลล้างบาปเดียวเท่านั้น” (อฟซ. 4:4-5)

พิธีล้างบาปสืบเนื่องมาจากความเชื่อของพวกอิสราเอลนับตั้งแต่ยุคพันธสัญญาเดิมที่เชื่อกันว่าการชำระล้างด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายของการชำระทางจิตใจ การทำบัพติศมาหรือการทำพิธีล้างบาปนี้ นักบุญจอห์น (John the Baptism) เคยทำให้กับพระเยซูที่แม่น้ำจอร์แดนและพระเยซูเคยมีคำสั่งให้ผู้ที่ข้าไปในแผ่นดินแห่งสวรรค์ของพระองค์ได้นั้นนั้นต้องรับศีลล้างบาปด้วยน้ำในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต ชาวคริสต์นับแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันนี้จึงได้ถือปฏิบัติตามกันมา เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระตนให้บริสุทธิ์จากบาป ยืนยันความเชื่อในพระคริสต์เจ้าผู้ทรงคืนพระชนม์

ผู้รับศีลล้างบาปอาจกระทำได้ตั้งแต่เริ่มเกิดใหม่โดยมีพ่ออุปถัมภ์หรือแม่อุปถัมภ์ร่วมรับในการประกอบพิธีและให้การสั่งสอนเกี่ยวกับพระคริสต์ศาสนาจนเติบโตเป็นคนดีของสังคม หรือกระทำตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ที่รับศีลทำด้วยความศรัทธาของตนอย่างแท้จริง ผู้ทำพิธี คือ คุณพ่ออธิการ (ภาษา ชาวบ้านเรียกคุณพ่อเจ้าวัดซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส) หรือผู้ที่คุณพ่ออธิการได้มอบหมาย แต่ในยามวิกฤตใกล้ตายก็โปรดศีลล้างบาปให้ได้ทั้งนั้น ผู้โปรดศีลล้างบาปจะต้องทำให้ถูกวิธีมิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ

ผู้รับศีลล้างบาปแล้วตามปกติจะมีพ่อแม่อุปถัมภ์(ทูนหัว)ซึ่งไม่ใช่พ่อแม่ของตนเอง พ่อแม่ ทูนหัวนี้ คือ ผู้ประคองศีรษะผู้รับศีลล้างบาป(เด็กเล็ก)ขณะที่ผู้โปรดศีลล้างบาปจะเทน้ำลงบนศีรษะ ผู้ได้รับเกียรติเป็นพ่อแม่ทูนหัวนี้จะต้องดูแลลูกทูนหัวทางฝ่ายวิญญาณไปจนกระทั่งลูกทูนหัวสามารถช่วย ตนเองได้ และพ่อแม่ทูนหัวนี้จะแต่งงานกับลูกทูนหัวของตนไม่ได้เด็ดขาด การทำพิธีล้างบาปนี้อาจกระทำในวันคืนวันปาสกา หรือวันอาทิตย์ หรือวันที่เหมาะสม

2.พิธีกรรมแห่งศีลการเจิมน้ำมันอันศักดิ์สิทธิ์

พิธีกรรมของศีลการเจิมน้ำมันนั้น คือการส่งผ่านความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจิตเจ้าแก่ผู้ที่เชื่อในพระคริสต์เจ้า ศีลเจิมนี้คือการมอบพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจิตเจ้าเพื่อความสงบสุขทางด้านจิตวิญญาณแก่ชาวคริสต์เตียนทุกคน เกี่ยวกับการได้รับมาซึ่งพระพรแห่งพระจิตเจ้า องค์พระเยซูคริสต์เจ้าเองได้ทรงตรัสกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น (คือ ออกมาจากจิตใจของคนผู้นั้น) สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจของพระองค์” (ยน.7:38-39) ท่านอัครสาวกเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ซึ่งทรงตั้งเรากับท่านทั้งหลายไว้ในพระคริสต์และได้ทรงเจิมเราไว้นั้นก็คือพระเจ้า และพระองค์ได้ทรงประทับตราเราและประทานพระจิตศักดิ์สิทธิ์ไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย”(2คร.1:21-22)

พระพรแห่งพระจิตเจ้าจำเป็นสำหรับชาวคริสต์เตียนทุกๆคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าพระบุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้า และพิธีศีลเจิมพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์นี้เองที่มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นตราประทับแห่งกำลังทางด้านจิตวิญญาณสำหรับพวกเราทุกๆคน (และยังมีบุคคลคัดสรรพิเศษบางคน เช่น ผู้เผยพระวจนะ, อัครทูต, และกษัตริย์ ที่ได้รับพระพรศีลเจิมแห่งวิญญาณบริสุทธิ์อันสูงส่งแห่งพระผู้เป็นเจ้า) ตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาแล้ว ที่พิธีศีลเจิมพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ที่กระทำกันของเหล่านักบุญและสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้านั้นประกอบพิธีกันโดยการวางมือบนศีรษะของอีกคน “เมื่อพวกอัครทูตซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเลมได้ยินว่าชาวสะมาเรียนได้รับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว จึงให้เปโตรกับยอห์นไปหาเขา ครั้นเปโตรกับยอห์นไปถึงก็อธิฐานเผื่อเขา เพื่อให้เขาได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้เสด็จลงมาสถิตกับผู้ใด เป็นแต่เพียงการได้รับศีลล้างบาปในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น เปโตรกับยอห์นจึงวางมือบนเขา แล้วเขาทั้งหลายก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์” (กจ.8:14-17,19:2-6) แต่หลังจากสิ้นสุดศตวรรษที่หึ่งแล้วพิธีศีลเจิมพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เปลี่ยนมาประกอบพิธีกันโดยใช้น้ำมันเสกศักดิ์สิทธิ์เจิม แทนการวางมือบนศีรษะ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในหนังสือพระคัมภีร์พันธสัญญาฉบับเดิม สาเหตุเป็นเพราะว่าเหล่าสาวกของพระคริสต์ไม่มีเวลาพอที่จะประกอบพิธีวางมือแห่งการส่งผ่านประวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ได้ทันกาล น้ำมันเสกศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นน้ำมันบริสุทธิ์คัดสรรชนิดพิเศษ ที่นำมาประกอบพิธีเสกขอพรจากพระจิตเจ้า ที่กระทำพิธีโดยหัวหน้าสงฆ์ เพื่อที่หลังจากนี้จะสามารถนำไปประกอบพิธีศีลเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แก่ชาวคริสต์ศาสนิกชนได้ต่อไป

ในช่วงเริ่มแรกนั้นพิธีเสกน้ำมันขอพระพรจากพระจิตเจ้าจะประกอบพิธีโดยเหล่าพระสาวกและผู้รับช่วงต่อจากพระสาวก หรือพระสังฆราช และปัจจุบันนี้พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้จะสามารถกระทำได้โดยสังฆราชเท่านั้น ซึ่งน้ำมันเสกนี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพรจากพระจิตเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการเสกขอพรของเหล่าพระสังฆราชเท่านั้น และพิธีการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แก่ชาวคริสต์เตียนนั้นสามารกระทำได้โดยบาทหลวงชาวคริสต์เตียนทุกคน มีชาวคริสต์เตียนไม่กี่คนที่เรียกพิธีศีลเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ว่า “วันที่ห้าสิบแห่งการเสด็จลงมาสถิตของพระจิตเจ้า แก่ชาวคริสต์เตียนทุกๆคน”

อธิบายเพิ่มเติม: พิธีศีลเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้จะกระทำขึ้นบนตัวบุคลที่เป็นชาวคริสต์เตียนเพียงครั้งเดียว ในชีวิตเขาเท่านั้น

3.ศีลมหาสนิท (Eucharist)

ศีลศักดิ์สิทธิ์ในข้อนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ในสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งตรงกับคืนวันพฤหัสบดี ก่อนที่จะถูกจับตัวไปตรึงไม้กางเขน คืนวันนั้นได้มีการรับประทานอาหารร่วมกับสาวกทั้ง 12 คน อันเป็นมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ในการรับประทานอาหารครั้งนี้ ขนมปัง และเหล้าองุ่นได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญแห่งพันธสัญญา ทั้งนี้เพราะในขณะรับประทานอาหารนั้น พระเยซูได้ส่งขนมปังให้กับสาวกทั้ง 12 คน พร้อมกับกล่าวว่าขนมปังนี้แทนกายของท่าน จากนั้น พระเยซูได้ส่งเหล้าองุ่นให้กับสาวกและกล่าวว่าเหล้าองุ่นนี้แทนโลหิตที่หลังออกมาเพื่อยกบาปโทษให้แก่คนทั้งหลาย เรื่องราวทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของ “ศีลมหาสนิท” และการประกอบพิธีกรรมนี้ เรียกว่า “มิสซา” อันเป็นกิจกรรมของชาวคริสต์ เพื่อร่วมสนิทกับพระเจ้าโดยการรับประทาน “พระกาย” และ “พระโลหิต” นี้ คือความหมายของ “มหาสนิท” ซึ่งแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวใน ประชาคมเดียวกันและอยู่ร่วมกันด้วยความรัก (Agape) อีกทั้งเป็นการประกาศยอมรับว่าพระเจ้าได้สถิตอยู่ในกายตน

4.ศีลอภัยบาป (Penance) หรือศีลสารภาพบาป (Confession)

พิธีสารภาพบาปนี้ ได้แบบอย่างมาจากพระจริยวัตรของพระเยซูเมื่อครั้งไปรักษาโรคให้แก่คนเป็นโรคเรื้อน และคนตาบอด คนเหล่านี้เมื่อได้รับการอภัยโทษจากพระเยซูแล้วก็หายจากโรคร้ายและคนตาบอดได้กลายเป็นคนตาดี การรักษาโรคของพระเยซู ก็คือ การใช้อำนาจจิตที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตาอันยิ่งใหญ่แก่คนทุกข์ยากเหล่านั้น เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่มีบาปอันกระทำไว้แล้ว จึงถูกพระเจ้าลงโทษ และพระเยซูซึ่งเป็นพระเจ้าตามความเชื่อของชาวคริสต์สามารถยกบาปให้ได้เพียงกล่าวแก่คนบาปเหล่านั้นว่า “บาปของเจ้า เราได้ยกโทษให้แล้ว” นับแต่นั้นมาการสารภาพบาปเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญยิ่ง

ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีศีลสารภาพบาปนี้อยู่ที่ ชาวคริสต์เตียนจะสารภาพ(กล่าวเปิดเผยออกมาเป็นคำพูด)ความในใจที่เป็นบาปของตัวเอง ต่อพระผู้เป็นเจ้าโดยมีบาทหลวงชาวคริสต์เตียนเป็นสื่อของพระเยซูคริสต์เจ้า เป็นผู้รับบาปและให้อภัยบาปแก่คนผู้นั้น

พระเยซูคริสต์เจ้าได้ให้อำนาจในการอภัยในบาปนี้ของพระองค์แก่เหล่าพระสาวกของพระองค์ และอำนาจในการให้อภัยในบาปของพวกท่านนี้เอง ก็ได้ส่งผ่านทอดมายังเหล่าบาทหลวงชาวคริสต์เตียนในปัจจุบันนี้ “ครั้นพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจออกเหนือเขา และตรัสกับเขาว่า จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด ถ้าท่านจะให้อภัยยกความผิดบาปของผู้ใด ความผิดบาปของผู้นั้นจะถูกยกให้อภัยเสีย และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด ความผิดบาปจะติดอยู่กับผู้นั้น” (ยน.20:22-23)

ยอห์นผู้ให้ศีลล้างบาป ได้ปรากฏตัวในถิ่นทุรกันดาร ท่านได้ประกาศเทศนาให้ผู้คนกลับใจเสียใหม่ และให้รับศีลล้างบาป เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปเสีย คนทั่วแคว้นยูเดียกับชาวกรุงเยรูซาเล็มได้พากันออกไปหายอห์นสารภาพความผิดบาปของตน และได้รับศีลล้างบาปจากท่านในแม่น้ำจอร์แดน ท่านได้ตระเตรียมการณ์และผู้คนต่อการรับการเสด็จมาของพระผู้ไถ่ และได้เทศนาไว้ว่า “ภายหลังเราจะมีพระองค์ผู้หนึ่งเสด็จมาทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่คู่ควรแม้จะน้อมตัวลงแก้สายฉลองพระบาทให้พระองค์ เราให้เจ้าทั้งหลายรับศีลล้างบาปด้วยน้ำ แต่พระองค์นั้นจะให้เจ้าทั้งหลายได้รับศีลล้างบาปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มก.1:7-8)

เหล่านักบุญอัครทูตของพระเยซู ได้รับอำนาจในการอภัยบาปนี้จากพระเยซูคริสต์เจ้า และได้ประกอบพิธีศีลสารภาพบาปไป “มีหลายคนที่เชื่อแล้วได้มาสารภาพและเปิดเผยว่า เขาได้ใช้เวทมนต์” (กจก.19:18)ในการรับการยกโทษในความผิดบาป(การให้อภัยในบาป) จากการสารภาพบาปของตนนั้น จำเป็นจะต้องมีการสำนึกและให้อภัยต่อทุกๆคนที่ทำความขุ่นเคืองแก่เรา ที่ออกมาจากใจจริง มีความแน่วแน่ที่จะละจากกิเลสและตัณหาแห่งบาปจริงๆ โดยสารภาพออกมาเป็นคำพูดเกี่ยวกับบาปที่ได้กระทำหรือคิดไปนั้น มีความตั้งมั่นที่จะปรับปรุงตนและประพฤติตนดีอยู่ในพระบัญญัติและมีความเชื่อในพระเยซูเจ้า และหวังใจในพระเมตตาของพระองค์อยู่ตลอดชั่วชีวิต

ในสถานการณ์ที่พิเศษจริงๆที่ผู้สำนึกบางคนนั้นอาจจะต้องได้รับ “อีปีทิมีย่า” (คำภาษากรีกซึ่งแปลว่า การไม่อนุญาต หรือ การลงโทษทางศาสนา) ที่จะต้องแก้ตัวเองแทนบาปเพื่อไถ่โทษนั้น และจะต้องมีการประพฤติดีใน การแก้บาปเพื่อได้รับการยกโทษจากพระเจ้านั้น การแก้บาปนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของบาปที่ตัวเองได้กระทำไป

อนึ่ง ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่อาจสารภาพบาปเป็นส่วนตัวได้ เช่น คนไข้ พูดไม่ได้ เครื่องบินกำลังตก เรือกำลังล่ม หรือกำลังติดอยู่ในตึกที่ไฟไหม้ บาทหลวงจะอภัยบาปให้ ทันที คนที่อยู่ในสภาพจำเป็นนี้หากมีบาปแม้แต่นิดเดียวก็ได้รับการอภัยบาปทันทีโดยไม่ต้องมีพิธีอะไรเพิ่ม แต่ถ้ารอดชีวิตไปได้และมีโอกาสสารภาพบาปได้เมื่อใด จะต้องสารภาพทันทีกับบาทหลวงรูปใดก็ได้ทั้งนั้น

5.พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์

พิธีกรรมของศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ คือการอ่านบทภาวนาอธิษฐานต่อพระเจ้าแก่ผู้ป่วย และเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้แก่พวกเขา เพื่อเป็นการขอพรจากพระจิตเจ้าให้รักษาผู้เจ็บป่วยนี้จากทางร่างกายและทางจิตใจ

พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พิธีกรรมลงสงฆ์ เพราะว่าสำหรับการประกอบพิธีกรรมศีลเสกนี้นั้นคือการรวมพระสงฆ์แห่งคริสตจักรหลายรูปเพื่อร่วมประกอบพิธีกรรม แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆพระสงฆ์เพียงรูปเดียวก็สามารถที่จะประกอบพิธีกรรมได้

ในพิธีกรรมนี้ได้มีการประพฤติปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ในสมัยเริ่มต้นช่วงเวลาของเหล่าพระสาวกของพระเยซูคริสต์ ที่พวกท่านในช่วงเวลานั้นได้รับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาคนป่วยและคนอ่อนแอจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้า “เหล่าพระสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้าก็ได้ออกไปเทศนาประกาศเกี่ยวกับพระธรรมวจนะของพระเยซูคริสต์เจ้า และถึงการกลับใจเสียใหม่ และเขาได้ขับผีให้ออกเสียหลายผี และได้เอาน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาคนเจ็บป่วยหลายคนให้หายโรค” (มก. 6:12-13)

ในทางลักษณะเดียวกันนี้ที่ท่านอัครทูตยากอบได้กล่าวไว้คล้ายๆกันว่า “มีผู้ใดในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ จงให้ผู้นั้นเชิญบรรดาสงฆ์แห่งคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นสวดอธิษฐานเพื่อเขา และเจิมเขาด้วยน้ำมันเสกในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า และการสวดอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตและองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค และถ้าเขาได้กระทำบาปพระองค์ก็จะทรงโปรดอภัยให้” (ยก. 5:14-15)

เหล่านักบุญอัครทูตไม่มีสักครั้งเดียวที่พวกท่านประกาศเทศนาคำสอนที่มาจากตัวเอง ทุกๆคำสอนที่พวกท่านเทศนาสั่งสอนนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับการสั่งสอนมาจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้าและจากพระสุรเสียงของพระจิตเจ้าเท่านั้น ท่านอัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศไปแล้วนั้นไม่ใช่ของมนุษย์ เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ได้รับข่าวประเสริฐนั้นจากมนุษย์ไม่มีมนุษย์คนใดสอนข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าได้รับข่าวประเสริฐนั้น โดยพระเยซูคริสต์ได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้า”(กท.1:11-12)

อธิบายเพิ่มเติม: การประกอบพิธีศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นั้นจะไม่กระทำกับเด็ก เพราะว่าเด็กนั้นยังไม่มีวุฒิภาวะเกี่ยวกับการกระทำบาป

6.พิธีกรรมแห่งศีลอุปสมบท

ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมศีลอุปสมบทนี้ คือการคัดเลือกบุคคลอย่างถูกต้องในตำแหน่งทางสงฆ์ เช่น ผู้หัวหน้าพระหรือบิชอป(พระสังฆราช) พระผู้ประกอบพิธีทางศาสนา(บาทหลวง) และพระผู้ช่วยประกอบพิธีทางศาสนา(เดียคอน) บุคลเหล่านี้ จะต้องผ่านพิธีอุปสมบทแต่งตั้งโดยการวางมือของหัวหน้าสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่กว่าบนศีรษะของผู้ที่ได้รับการอุปสมบทและในระหว่างนั้นจะมีการอ่านบดสวดมนตร์เพื่อเรียกขอพระพรจากพระจิตเจ้าให้ลงมาสถิตในตัวผู้นั้น เพื่อที่ผู้นั้นสามารถที่จะรับใช้ต่อการประกอบพิธีในคริสตจักรของพระเจ้าได้ต่อไปโดยมีพระจิตเจ้าเป็นผู้นำทาง

พิธีการอุปสมบทนี้จะกระทำขึ้นบนตัวของบุคคลที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกมาแล้ว หรือว่าผู้ที่ได้รับการอุปสมบทมาแล้วจากทางคริสตจักร และได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นทางสงฆ์ ก็จะมีการประกอบพิธีอุปสมบทเลื่อนขั้นของทางคริสตจักรได้อีก ในลำดับขั้นของตำแหน่งสงฆ์หลักๆแล้วมีด้วยกันสามลำดับขั้นคือ พระผู้ช่วยในการประกอบพิธี(เดียคอน) พระผู้ประกอบพิธี (บาทหลวง) และหัวหน้าพระหรือบิชอป(พระสังฆราช)

ในการประกอบพิธีอุปสมบทแต่งตั้งเป็นพระผู้ช่วยนั้น คือการให้ได้รับพระพรจากพระจิตเจ้าให้สามารถเป็นพระผู้ช่วยในพิธีกรรมทางศาสนาของคริสตจักรต่อไป

ในการประกอบพิธีกรรมอุปสมบทวางมือบนศีรษะแต่งตั้งเป็นพระผู้ประกอบพิธีทางศาสนานั้น คือการให้ได้รับพระพรจากพระจิตเจ้า ให้สามารถเป็นพระ(บาทหลวง)ในการประกอบพิธีทางศาสนาของคริสตจักรได้ต่อไป ทั้งนี้ตัวของผู้เข้ารับการอุปสมบทเป็นบาทหลวงนั้นจะต้องผ่านการอุปสมบทเป็นพระผู้ช่วยมาก่อน

ในการประกอบพิธีกรรมแต่งตั้งสังฆราช(บิชอป) ผู้ที่ได้ผ่านพิธีกรรมแต่งตั้งเป็นสังฆราชนี้คือผู้ที่ได้รับการวางมือบนศีรษะจากสังฆราชราชชั้นผู้ใหญ่ตั้งแต่สามท่านขึ้นไปเป็นอย่างน้อย เพื่อสวดมนตร์ขอพรจากพระจิตเจ้าให้ลงมาสถิตกับตัวของผู้นั้น และหลังจากได้รับการแต่งตั้งแล้ว บุคคลผู้นี้สามารถที่จะประกอบพิธีกรรมอุปสมบทวางมือบนศีรษะแก่พระผู้ช่วย และพระผู้ประกอบพิธีทางศาสนาได้ต่อไป ตัวของผู้ที่ได้รับการอุปสมบทวางมือบนศีรษะแต่งตั้งเป็นสังฆราชนั้นจะต้องไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน และจะต้องผ่านการบวชเป็นพระที่ถือศีลพรหมจรรย์มาก่อน

อธิบายเพิ่มเติม: ผู้ที่จะได้เข้ารับพิธีกรรมการอุปสมบทวางมือบนศีรษะนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทด้วยกันคือ

1.ผู้ที่เข้ารับการสมรสเป็นครอบครัวจากทางคริสตจักรแล้ว

2 ผู้ที่เข้ารับการบวชเป็นพระที่ถือศีลพรหมจรรย์จากทางคริสตจักรแล้ว

ในพิธีกรรมการอุปสมบทการวางมือบนศีรษะนี้เป็นการสถาปนาแห่งพระผู้เป็นเจ้า โดยนักบุญสาวกเปาโลได้เป็นพยานในการยืนยันแก่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าว่า “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น” (อฟ.4:11-12)

เหล่าพระสาวกขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า ที่ได้รับการสถาปนาแต่งตั้งจากพระจิตเจ้า ได้ประกอบพิธีอุปสมบทนี้แก่พระผู้ช่วยประกอบพิธี พระผู้ประกอบพิธี และสังฆราช โดยการวางมือบนศีรษะของบุคคลเหล่านั้นและอ่านบทสวดมนตร์เพื่อขอพรแห่งพระจิตเจ้าลงมาสถิตกับบุคคลผู้นั้น เพื่อให้ผู้นั้นสามารถประกอบพิธีต่อพระผู้เป็นเจ้าในคริสตจักรได้ต่อไป

เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ที่จะมารับการอุปสมบทวางมือบนศีรษะนี้ นักบุญสาวกผู้แรกที่ได้รับการอุปสมบทวางมือบนศีรษะนั้น ได้กล่าวไว้ในหนังสือของ กิจการของอัครทูตว่า “คนทั้งเจ็ดนี้เขาให้มายืนต่อหน้าพวกอัครทูตแล้วพวกอัครทูตก็อธิษฐานต่อพระเจ้าและวางมือบนศีรษะของพวกเขา” (กจ.6:6)

เกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมอุปสมบทวางมือบนศีรษะแต่งตั้งพระผู้ประกอบพิธีในคริสตจักรนั้นมีการกล่าวไว้ว่า “ท่านทั้งสอง(ท่านทูตเปาโลและท่านทูตวารนาวา)ได้เลือกตั้งผู้ปกครองสาวกไว้ในทุกคริสตจักร ได้อธิษฐานและถืออดอาหารฝากสาวกไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่เขาเชื่อถือนั้น” (กจ.14:23)

ในจดหมายของท่านเปาโลซึ่งมีไปถึงคริสตจักร แห่ง ทิโมธี และคริสตจักร ทิตัส นั้น ท่านทูตเปาโลได้ย้ำเตือนแก่สังฆราชไว้ว่า “อันของประทานซึ่งเป็นพระพรของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่านโดยที่ข้าพเจ้าได้เอามือวางบนท่านนั้น ขอเตือนว่าท่านจงกระทำให้รุ่งเรืองขึ้น” (2 ทธ. 1:6) “เหตุที่ข้าพเจ้าได้แต่งตั้งท่านไว้(หัวหน้าผู้ปกครองสงฆ์) ที่เกาะครีตก็เพื่อที่ท่านจะได้แก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย และแต่งตั้งสงฆ์ไว้ทุกเมือง ดังที่ข้าพเจ้าได้กำชับท่านไว้” (ทต.1:5) จดหมายที่มีไปยังทิโมธีนั้น ท่านทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “อย่าด่วนอุปสมบทวางมือบนผู้ใด และอย่ามีส่วนร่วมในการกระทำบาปเลย จงรักษาตัวให้บริสุทธิ์” (1 ทธ.5:22) “อย่ายอมรับคำกล่าวหาของสงฆ์ผู้ปกครองคนใด เว้นเสียแต่จะมีพยานสองสามคน” (1 ทธ. 5:19)

จากการส่งบันทึกข้อความจดหมายถึงแต่ละคริสตจักรนั้นเราจะเห็นได้ว่า เหล่าพระสาวกนั้นได้ให้อำนาจ ในการประกอบพิธีอุปสมบทการวางมือแต่งตั้งสงฆ์แก่หัวหน้าสงฆ์(สังฆราช)แต่ละคริสตจักร และสังฆราชในคริสตจักรนั้นสามารถพิจารณาไต่สวนความผิดต่อสงฆ์ในปกครองของคริสตจักของตนเองได้

เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสงฆ์ท่านอัครทูตเปาโลได้เขียนไว้ในจดหมายที่ส่งไปถึง ทิโมธี ว่า “ผู้นำปกครองดูแลสงฆ์นั้นต้องเป็นคนที่ไม่มีใครติได้ เป็นสามีของหญิงคนเดียว เป็นคนรู้จักประมาณตน มีสติสัมปชัญญะ เป็นคนสง่าเรียบร้อย มีอัชฌาสัยรับแขกดี เหมาะที่จะเป็นครู ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่เป็นนักเลงหัวไม้ แต่เป็นคนสุภาพ ไม่เป็นคนชอบวิวาท ไม่เป็นคนเห็นแก่เงิน ต้องเป็นคนครอบครองบ้านเรือนของตนได้ดี อบรมบุตรธิดาของตนให้อยู่ในโอวาทและมีใจอ่อนน้อม เพราะว่าถ้าชายคนใดไม่รู้จักครอบครองบ้านเรือนของตน คนนั้นจะดูแลคริสตจักรของพระเจ้าอย่างไรได้ อย่าให้ผู้ที่กลับใจใหม่ๆ เป็นผู้ปกครองดูแลเกรงว่าเขาอาจจะยโส แล้วจะถูกปรับโทษเหมือนอย่างมารนั้น นอกนั้นเขาจะต้องเป็นที่นับถือของคนภายนอก มิฉะนั้นจะเป็นที่ติเตียนและจะติดบ่วงแร้วของมาร ฝ่ายมัคนายกนั้นก็เช่นเดียวกัน คือต้องเป็นคนเอาการเอางาน ไม่เป็นคนสองลิ้น ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่เป็นคนโลภมักได้ และเป็นคนยึดมั่นในข้อล้ำลึกแห่งความเชื่อ ด้วยจิสำนึกว่าตนชอบ” (1 ทธ. 3:2-9)

7.พิธีกรรมแห่งศีลมงคลสมรส

พิธีกรรมศีลมงคลสมรสในศาสนาคริสต์เตียนออร์โธด็อกซ์ดั้งเดิมนั้น คือการให้คำมั่นสัญญาของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่อพระเจ้าว่าจะอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวด้วยความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ของคู่สมรสนี้เปรียบได้กับความสัมพันธ์ของพระคริสต์เจ้าที่มีต่อศาสนจักรของพระองค์ และการครองคู่อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยานี้ นี่เองที่ทั้งสองฝ่าย มีความใฝ่ประสงค์ขอต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่พระองค์จะอำนวยพระพรของพระองค์ให้แก่ชีวิตครอบครัว และการกำเนิดใหม่และการเลี้ยงดูบุตรให้เป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีในภายภาคหน้า

พิธีสมรสนี้ได้ถูกสถาปนาขึ้นโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าเองเมื่อครั้งเวลาบนสรวงสวรรค์ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ผู้แรกขึ้นคือ อดัม และอีวา “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ทรงตรัสแก่เขาว่า จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดินจงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเลและฝูงนกในอากาศ…” (ปฐก.1:28)

องค์พระเยซูคริสต์เจ้า ได้ทรงอำนวยพรของพระองค์ในพิธีมงคลสมรสด้วยการที่พระองค์เองนั้นทรงเป็นแขกในงานสมรสที่เมืองคาอันแคว้นกาลิลี และได้ทรงยืนยันต่อพิธีด้วยว่า การสถาปนาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของพิธีมงคลสมรสที่ว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นและได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” (ปฐก.1:27) และได้ทรงตรัสอีกด้วยว่า “เหตุฉะนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (ปฐก.2:24) “เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้วอย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย” (มธ.19:4-6)

นักบุญอัครสาวกเปาโลได้กล่าวว่า “เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า หมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร” (อฟซ.5:31-32)

ความสัมพันธ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้ากับคริสตจักรนั้นมีรากฐานที่ตั้งอยู่บนความรัก ขององค์พระเยซูคริสต์ต่อคริสตจักร และในการอุทิศให้ทั้งหมดของพระเยซูคริสต์เจ้าต่อคริสตจักรของพระองค์ จากจุดนี้นี่เองที่สามีจึงต้องรักภรรยาของตนดังเป็นกายของตนเอง ส่วนภรรยานั้นก็รักสามีของตนด้วยความเต็มใจ และรักที่จะเชื่อฟังสามีด้วยเหมือนกัน

ท่านอัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “ฝ่ายผู้เป็นสามีทั้งหลายเอ๋ย จงรักภรรยาของตน เหมือนดังที่ พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงรักคริสตจักรของพระองค์ และทรงสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร…เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง” (อฟซ.5:25,28) “ ฝ่ายผู้เป็นภรรยาทั้งหลายเอ๋ย จงเชื่อฟังสามีของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ที่ดีของผู้เป็นภรรยา เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยาเหมือนพระคริสต์ทรงเป็นพระเศียรของคริสตจักร ซึ่งเป็นดังพระกายของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร” (อฟซ.5:22-23) ดังนั้นคู่สมรส (สามี และภรรยา) ทุกๆ คน ในตลอดชั่วชีวิต ควรจะต้องรักษาไว้ซึ่งความรัก ความซื่อสัตย์ และความนับถือ ซึ่งกันและกัน รากฐานในชีวิตครอบครัวของชาวคริสต์เตียนที่ดี และถูกต้องสมบูรณ์นั้น เป็นแหล่งกำเนิดของสังคมที่ดี รากฐานของครอบครัวที่ดีนั้นตั้งอยู่บนคริสตจักรแห่งพระเยซูเจ้าของพวกเราทุกๆ คน

พิธีกรรมของศีลมงคลสมรสนั้น ไม่จำเป็นสำหรับทุกๆคนไป แต่จะเป็นไปในลักษณะของความประสงค์ดีที่อยู่กินกันแบบนอกสมรส จึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องบริสุทธิ์ และไร้ซึ่งมลทิน หรือสำหรับผู้ที่ไร้คู่ครองหรือไม่ประสงค์ที่จะมีคู่ครอง ก็ควรที่จะดำรงชีวิตอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรมให้ได้ตลอดไป ดังที่พระวจนะของพระเจ้าที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า ชีวิตอันสูส่งที่ไร้ซึ่งคู่สมรส คือการดำรงชีวิตอันเป็นชัยชนะในพรหมจรรย์ต่อพระเจ้า ท่านทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “เรื่องคนโสดนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็น ในฐานที่เป็นผู้ได้รับพระกรุณาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ เพราะเหตุความยากลำบากที่จะมาถึงอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกคนควรจะอยู่อย่างที่เขาเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ท่านมีภรรยาแล้วหรืออย่าหาช่องที่จะทิ้งภรรยาเลย ท่านเป็นคนตัวเปล่าหรือ อย่าหาภรรยาเลย ถ้าท่านจะแต่งงานก็ไม่มีความผิดและถ้าหญิงสาวพรหมจารีจะแต่งงานก็ไม่มีความผิด แต่คนที่แต่งงานนั้นจะต้องยุ่งยากลำบากใจ แต่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ท่านพ้นจากความยุ่งยากนั้น พี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าหมายความว่า ยุคนี้ก็สั้นมากแล้ว ตั้งแต่นี้ไปให้คนเหล่านั้นที่มีภรรยาดำเนินชีวิต เหมือนกับไม่มีภรรยา และให้คนที่เศร้าโศกดำเนินชีวิตเหมือนกับมิได้ชื่นชมยินดี และผู้ที่ซื้อก็ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับว่าเขาไม่มีกรรมสิทธิ์เหนืออะไรเลย และคนที่ใช้ของโลกนี้ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับมิได้ใช้อย่างเต็มที่เลยเพราะระบบของโลกนี้กำลังล่วงไป ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพ้นจากความสาละวนวุ่นวาย ฝายคนที่ไม่มีภรรยาก็สาละวนในงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่คนที่มีภรรยาแล้วก็สาละวนในงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งที่พอใจของภรรยา เป็นการสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหญิงซึ่งไม่มีสามี และสาวพรหมจารีนั้น ก็สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ทั้งกายและจิตใจ แต่หญิงที่มีสามีแล้วก็สาละวนในการงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจของสามี ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ก็เพื่อที่จะให้ท่านได้เข้าใจ และเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านเอง มิใช่จะเอาบ่วงบาศคล้องท่านแต่เพื่อความเป็นระเบียบ ขอให้ท่านปฏิบัติต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากใจสองฝักสองฝ่าย แต่ถ้าชายใดที่มีคู่มั่นเป็นสาวพรหมจารี และรู้สึกว่าตนจะปฏิบัติต่อคู่มั่นอย่างสมควรไม่ได้ มีความรักร้อนแรง และต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ให้เขาทำตามปรารถนา คือให้เขาแต่งงานเสีย ไม่มีความผิดอันใด แต่ถ้าชายใดตั้งใจแน่วแน่ และเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และเขาสามารถบังคับใจตัวเองได้และตั้งใจว่าจะให้หญิงนั้นเป็นคู่มั่นต่อไป เขาก็กระทำดีแล้วเหตุฉะนั้นคนใดที่แต่งงานกับคู่มั่นของตนก็ทำดีอยู่ แต่ผู้ที่ไม่แต่งงานก็ทำดีกว่า ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาก็ต้องอยู่กับสามี ถ้าสามีตายนางก็เป็นอิสระจะแต่งงานกับชายใดก็ได้ตามใจ แต่ต้องแต่งงานกับผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้านางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า”(คร.7:25-40, มธ.19:11-12)

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s