ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้ ╰⊰¸¸.•¨* The Orthodox Christian way of life

http://walkingbytheseaorthodoxy.wordpress.com

WALKING BY THE SEA – ORTHODOXY

ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้

The Orthodox Christian way of life

1.ศีลล้างบาป (Baptism)

ชาวคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีรับศีลนี้ก่อน เพื่อแสดงว่าตนเองได้เข้ามาเป็นสมาชิกของศาสนจักรแล้ว จึงจะสามารถรับศีลอื่น ๆ ต่อไปได้อีก การรับศีลล้างบาปนี้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตแม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แต่ถ้ากลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลนี้ เพราะถือได้ว่าทำการล้างบาปแล้ว ทั้งนี้เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่ามนุษย์มีบาปกำเนิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดสืบมาแต่บรรพบุรุษซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและอีฟ

พิธีกรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของศีลล้างบาป คือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเข้ารับการจุ่มตัวทั้งร่างกายลงไปในน้ำสามครั้ง ไปพร้อมๆกับการกล่าวนามพระไตรลักษณ์เจ้า คือ ในนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอชำระจากบาปแต่ครั้งเริ่มแรก และจากบาปที่มีอยู่ทั้งหลายทั้งปวง และบาปที่เคยทำมาแต่ครั้งก่อน ก่อนที่จะเข้ารับศีลล้างบาป และเป็นการกำเนิดใหม่ในพระพรแห่งพรจิตเจ้า ที่ได้รับมาซึ่งชีวิตใหม่แห่งฝ่ายจิตวิญญาณ (การกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ) และได้ทำการเข้าเป็นสมาชิกแห่งพระคริสตจักร ซึ่งได้มีส่วนในพระคุณาธิการแห่งราชอาณาจักรแห่งพระคริสต์เจ้า พิธีศีลล้างบาปนี้ได้ทำการสถาปนาขึ้นโดยพระเยซูคริสต์เจ้าของพวกเราเอง พระองค์เทรงกระทำให้พิธีศีลล้างบาปนี้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการใช้พระองค์เองเป็นตัวอย่างในการรับศีลล้างบาป จากท่านยอห์นผู้ให้ศีลล้างบาป หลังจากนั้น ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จข้นสู่สรวงสวรรค์ พระองค์ได้ทรงสั่งแก่เหล่าสาวกของพระองค์ไว้ด้วยว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้พวกเขารับศีลล้างบาปในพระนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธ์” (มธ.28:19)

พิธีศีลล้างบาปนี้ จำเป็นสำหรับทุกๆคนที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกแห่งคริสตจักรของพระคริสต์เจ้า ดังที่มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “พระเยซูตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยน.3:5)สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับในพิธีศีลล้างบาปนั้นจะต้องมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้า และมีความสำนึกในการกลับใจใหม่

ในคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์นั้น จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ผู้ปกครอง และผู้ปกครองอุปถัมภ์ของเด็กมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองที่จำเป็นจะต้องมีผู้ปกครองรับอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปในโบสถ์ ที่ไม่ใช่พ่อแม่ตัวจริง แต่อาจจะเป็นใครก็ได้ที่เป็นญาติมิตรหรือคนรู้จัก เพื่อที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ และช่วยเหลือและเอาใจใส่ทางด้านความเชื่อและคำสอนที่ถูกต้องแห่งพระคริสต์เจ้า จนกว่าเด็กนั้นจะเติบโตเป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีต่อไป ในภาระหน้าที่ของผู้ปกครองอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปนี้ จะเป็นบาปอย่างยิ่งถ้าผู้ปกครองอุปถัมภ์นั้นปล่อยปะละเลย ในหน้าที่การอุปถัมภ์ทางศาสนาแก่บุตรอุปถัมภ์ของตน พระคุณาธิการแห่งพระพรที่ได้รับมาซึ่งความเชื่อของผู้อื่นนั้น มีปรากฏให้เห็นแก่เราในพระคัมภีร์ ที่พระคริสต์ได้ทรงรักษาคนเป็นง่อยให้หาย “เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงทรงตรัสกับคนง่อยว่า ลูกเอ๋ยบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (มก.2:5)

บางนิกายมีความเห็นว่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ยังไร้เดียงสา และได้มีการกล่าวหาต่อคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์ว่ามี การประกอบพิธีต่อเด็กที่ยังไร้เดียงสา แต่สาระหลักของการประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กนั้นกระทำขึ้นเพื่อ ที่ว่าใน Continue reading “ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้ ╰⊰¸¸.•¨* The Orthodox Christian way of life”

พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Unction)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Unction)

พิธีกรรมของศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ คือการอ่านบทภาวนาอธิษฐานต่อพระเจ้าแก่ผู้ป่วย และเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้แก่พวกเขา เพื่อเป็นการขอพรจากพระจิตเจ้าให้รักษาผู้เจ็บป่วยนี้จากทางร่างกายและทางจิตใจ

พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พิธีกรรมลงสงฆ์ เพราะว่าสำหรับการประกอบพิธีกรรมศีลเสกนี้นั้นคือการรวมพระสงฆ์แห่งคริสตจักรหลายรูปเพื่อร่วมประกอบพิธีกรรม แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆพระสงฆ์เพียงรูปเดียวก็สามารถที่จะประกอบพิธีกรรมได้

ในพิธีกรรมนี้ได้มีการประพฤติปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ในสมัยเริ่มต้นช่วงเวลาของเหล่าพระสาวกของพระเยซูคริสต์ ที่พวกท่านในช่วงเวลานั้นได้รับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาคนป่วยและคนอ่อนแอจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้า “เหล่าพระสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้าก็ได้ออกไปเทศนาประกาศเกี่ยวกับพระธรรมวจนะของพระเยซูคริสต์เจ้า และถึงการกลับใจเสียใหม่ และเขาได้ขับผีให้ออกเสียหลายผี และได้เอาน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาคนเจ็บป่วยหลายคนให้หายโรค” (มก. 6:12-13)

ในทางลักษณะเดียวกันนี้ที่ท่านอัครทูตยากอบได้กล่าวไว้คล้ายๆกันว่า “มีผู้ใดในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ จงให้ผู้นั้นเชิญบรรดาสงฆ์แห่งคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นสวดอธิษฐานเพื่อเขา และเจิมเขาด้วยน้ำมันเสกในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า และการสวดอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตและองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค และถ้าเขาได้กระทำบาปพระองค์ก็จะทรงโปรดอภัยให้” (ยก. 5:14-15)

เหล่านักบุญอัครทูตไม่มีสักครั้งเดียวที่พวกท่านประกาศเทศนาคำสอนที่มาจากตัวเอง ทุกๆคำสอนที่พวกท่านเทศนาสั่งสอนนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับการสั่งสอนมาจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้าและจากพระสุรเสียงของพระจิตเจ้าเท่านั้น ท่านอัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศไปแล้วนั้นไม่ใช่ของมนุษย์ เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ได้รับข่าวประเสริฐนั้นจากมนุษย์ไม่มีมนุษย์คนใดสอนข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าได้รับข่าวประเสริฐนั้น โดยพระเยซูคริสต์ได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้า”(กท.1:11-12)

อธิบายเพิ่มเติม: การประกอบพิธีศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นั้นจะไม่กระทำกับเด็ก เพราะว่าเด็กนั้นยังไม่มีวุฒิภาวะเกี่ยวกับการกระทำบาป

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

นิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

นิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox)

ความเป็นมาสืบย้อนได้ถึงศตวรรษแรกในคริสตศาสนา อันเป็นช่วงระยะเวลาที่จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกออกเป็นสองอาณาจักร คือ โรมันตะวันตกมีศูนย์กลางที่กรุงโรม (Rome)ใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลาง ส่วนโรมันตะวันออกซึ่งนิยมเรียกกันว่า ไบแซนทีน (Byzantine) มีศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) มีสหมิตรที่เป็นแนวร่วมเดียวกัน คือ เมืองอาเล็กซานเดรีย (Alexandria) อันติอ็อค (Antioch) และเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ใช้ภาษากรีกเป็นภาษากลางสื่อสาร

แม้นว่ากรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยทั่วไปเป็นของพวกเตอร์ก แต่ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์ยังคงมีอยู่บ้าง ส่วนมากแพร่หลายในแถบยุโรปตะวันออกและรัสเซีย ทำให้เกิดนิกายออร์โธด็อกซ์แบบสลาฟ (Slavic Orthodox) และนิกายออร์โธด็อกซ์แบบรัสเซีย (Russia Orthodox) ซึ่งแต่เดิมมาทั้งหมดนี้เคยเป็นแบบนิกายกรีก ออร์โธด็อกซ์ (Greek Orthodox) โดยเฉพาะที่รัสเซียนั้น ศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากอาจเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรโรมันแห่งที่สาม มีศูนย์กลางที่มอสโคว์ (Moscow) อย่างไรก็ตาม พอสิ้นสุดระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช เข้าสู่ยุคการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ความรุ่งเรืองของศาสนาได้ลดลงไปแต่ยังไม่ถึงกับศูนย์สลาย

ปัจจุบันนี้ นิกายออร์โธด็อกซ์มีอิสระภาพในด้านความเชื่อและการปกครองของตนเอง ออร์โธด็อกซ์ส่วนมากอยู่ทางยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย ฯลฯ

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

พระวรสาร 4 คัมภีร์ (The Gospels)

พระวรสาร 4 คัมภีร์ (The Gospels)

คัมภีร์ไบเบิลในส่วนที่เป็นพระวรสาร 4 คัมภีร์ เป็นหนังสือที่มีคนอ่านมากที่สุดและ มีผู้วิจารณ์กันมากที่สุด ซึ่งมีดังนี้คือ

1.พระวรสารของนักบุญมัทธิว (มธ.) มีจำนวน 28 บท

2.พระวรสารของนักบุญมาระโก (มก.) หรือมาร์ค (Mark) มีจำนวน 16 บท

3.พระวรสารของนักบุญลูกา (ลก.) หรือลูค (Luke) มีจำนวน 24 บท

4.พระวรสารของนักบุญยอห์น (ยน.) มีจำนวน 21 บท

เนื้อหาในพระวรสารเกี่ยวกับการเทศน์สอนสาวก เพื่อยืนยันสิ่งที่พวกเขาได้ประสบมาในขณะที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระเยซู และยืนยันว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์บุตรของพระเจ้า ดังนั้นพระวรสารทั้ง 4 เล่มนี้ จึงเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับพระชนม์ชีพ และคำสอนของพระเยซูที่ไม่ธรรมดาเหมือนหนังสือประวัติบุคคลทั่ว ๆ ไป แต่เป็นหลักฐานยืนยันและพิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริง

พระวรสารทั้ง 4 เล่มนี้ เฉพาะของนักบุญมัทธิวที่เขียนด้วยภาษาอารามาอิค (Aramaic) ถูกยกย่องให้เป็นเล่มแรก ส่วนฉบับปัจจุบันที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิลนั้น ไม่ใช่ฉบับเดียวกับที่ใช้ภาษาอารามาอิคแต่เป็นฉบับที่มีผู้เรียบเรียงขึ้นใหม่ โดยนำเอาฉบับที่เป็นภาษากรีกมารวมกับฉบับของนักบุญมัทธิว และของนักบุญมาร์คหรือมาระโก รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่ไม่ปรากฏนาม ทั้งหมดนี้ถูกเรียบเรียงใหม่แต่ยังคงเรียกว่าพระวรสารของนักบุญมัทธิว ในพระวรสารเล่มนี้ได้กล่าวถึงกำเนิดของพระเยซู การเทศนาสั่งสอนโดยเฉพาะ “การเทศนาบนภูเขา” (Sermon on the Mount) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นแถลงการณ์ฉบับแรกของพระเยซูที่ประกาศโครงการปฏิรูปแนวทางดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเชื่อกันว่าเทศนาบทนี้เป็นตอนที่ไพเราะที่สุดในงานนิพนธ์ของนักบุญมัทธิว

สำหรับพระวรสารของนักบุญมาระโกหรือมาร์ค (Mark) นั้น มีเนื้อหาที่เน้นเฉพาะการเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซูมากกว่าเน้นเสนอคำสอน

ส่วนพระวรสารฉบับของนักบุญลูกาหรือลุค (Luke) เป็นพระวรสารที่เน้นเฉพาะ ในเรื่องคำสอนของพระเยซู แต่มีการจัดลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามแบบพระวรสารของนักบุญมัทธิว

พระวรสารของนักบุญยอห์นนี้มีเนื้อหาเน้นหนักการประกาศว่า พระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์หรือพระคริสต์ เพื่อมาไถ่บาปมนุษย์ด้วยการรับทรมานต่าง ๆ จนต่อมาได้กลับคืนชีพ และได้ส่งสาวกออกไปประกาศคำสอนพร้อมด้วยพระจิตของพระเจ้า และอำนาจในการยกบาป นักบุญยอห์นจึงเป็นพยานสำคัญที่ยืนยันความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซูเจ้า

 

ลิงค์: ศาสนจักรออร์โธดอกซ์ (Orthodox Church in Thailand)

http://www.orthodox.or.th/index.php?lang=th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

(Orthodox Church in Thailand)

Ссылка на сайт: Православной Церкви в Таиланде ╰⊰¸¸.•¨* Russian

http://www.orthodox.or.th/index.php?lang=ru

Православной Церкви в Таиланде

พิธีกรรมและแนวความเชื่อของนิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox rituals and beliefs)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

พิธีกรรมและแนวความเชื่อของนิกายออร์โธด็อกซ์

Orthodox rituals and beliefs

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

1.การรับศีลล้างบาปของนิกายออร์โธด็อกซ์ยังคงกระทำกับทารกโดยมีพ่อแม่อุปถัมภ์ และใช้วิธีการปะพรมน้ำ

2.การรับศีลมหาสนิทของนิกายออร์โธด็อกซ์ใช้ขนมปังและเหล้าไวน์ ส่วนนิกายคาทอลิคให้แต่ขนมปังอย่างเดียว ส่วนเหล้าไวน์นั้นบาทหลวงผู้ทำพิธีเท่านั้นที่ได้ดื่ม และระยะเวลาของการทำพิธีศีลมหาสนิทของนิกายออร์โธด็อกซ์ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่ากัน

3.นิกายออร์โธด็อกซ์ยอมให้ผู้ที่จะเข้ารับการแต่งตั้งเป็นผู้ประกอบพิธีในศาสนกิจได้นั้นสามารถแต่งงานได้ก่อนบวช

4.นักปรัชญาและนักคิดของทางตะวันออก มีอิทธิพลต่อนิกายออร์โธด็อกซ์ เน้นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์คำตรัสเทศนาและความเป็นมนุษย์ของพระองค์

5.นิกายออร์โธด็อกซ์ส่งเสริมชีวิตประชาชนให้ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย โดยเฉพาะนักบวชนั้นต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ มีความอดทน กล้าหาญ ไม่อาลัยในความสุข ละความรักแบบโลก ๆ แต่เคร่งครัดศรัทธาในศาสนาอย่างจริงจัง นักบวชคริสต์เตียนออร์โธด็อกซ์หลายคนสละชีวิตทางโลกไปเป็น นักพรตถือศีลภาวนาตามถ้ำและทะเลทรายไม่น้อย

6.นิกายออร์โธด็อกซ์ใช้ภาษากรีกและถือว่าเป็นภาษาที่ต้องให้ความเคารพคล้ายกับพระพุทธศาสนาที่ให้ความสำคัญกับภาษาบาลี

ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์นี้มีศรัทธาที่เหนียวแน่นในศาสนามาก เราจะเห็นได้ว่า แม้นประเทศทางแถบยุโรปตะวันออกหลายประเทศ ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์และประชาชนประเทศตุรกีเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์หลายคนยังคงมีศรัทธาที่เหนียวแน่นและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ไม่ถูกหลอมเหลาได้ง่ายจาก สภาพแวดล้อมจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ในบริเวณ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นจำนวนไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่น่าจะถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยผู้รุกราน