ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้ ╰⊰¸¸.•¨* The Orthodox Christian way of life

http://walkingbytheseaorthodoxy.wordpress.com

WALKING BY THE SEA – ORTHODOXY

ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้

The Orthodox Christian way of life

1.ศีลล้างบาป (Baptism)

ชาวคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีรับศีลนี้ก่อน เพื่อแสดงว่าตนเองได้เข้ามาเป็นสมาชิกของศาสนจักรแล้ว จึงจะสามารถรับศีลอื่น ๆ ต่อไปได้อีก การรับศีลล้างบาปนี้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตแม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แต่ถ้ากลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลนี้ เพราะถือได้ว่าทำการล้างบาปแล้ว ทั้งนี้เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่ามนุษย์มีบาปกำเนิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดสืบมาแต่บรรพบุรุษซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและอีฟ

พิธีกรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของศีลล้างบาป คือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเข้ารับการจุ่มตัวทั้งร่างกายลงไปในน้ำสามครั้ง ไปพร้อมๆกับการกล่าวนามพระไตรลักษณ์เจ้า คือ ในนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอชำระจากบาปแต่ครั้งเริ่มแรก และจากบาปที่มีอยู่ทั้งหลายทั้งปวง และบาปที่เคยทำมาแต่ครั้งก่อน ก่อนที่จะเข้ารับศีลล้างบาป และเป็นการกำเนิดใหม่ในพระพรแห่งพรจิตเจ้า ที่ได้รับมาซึ่งชีวิตใหม่แห่งฝ่ายจิตวิญญาณ (การกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ) และได้ทำการเข้าเป็นสมาชิกแห่งพระคริสตจักร ซึ่งได้มีส่วนในพระคุณาธิการแห่งราชอาณาจักรแห่งพระคริสต์เจ้า พิธีศีลล้างบาปนี้ได้ทำการสถาปนาขึ้นโดยพระเยซูคริสต์เจ้าของพวกเราเอง พระองค์เทรงกระทำให้พิธีศีลล้างบาปนี้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการใช้พระองค์เองเป็นตัวอย่างในการรับศีลล้างบาป จากท่านยอห์นผู้ให้ศีลล้างบาป หลังจากนั้น ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จข้นสู่สรวงสวรรค์ พระองค์ได้ทรงสั่งแก่เหล่าสาวกของพระองค์ไว้ด้วยว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้พวกเขารับศีลล้างบาปในพระนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธ์” (มธ.28:19)

พิธีศีลล้างบาปนี้ จำเป็นสำหรับทุกๆคนที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกแห่งคริสตจักรของพระคริสต์เจ้า ดังที่มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “พระเยซูตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยน.3:5)สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับในพิธีศีลล้างบาปนั้นจะต้องมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้า และมีความสำนึกในการกลับใจใหม่

ในคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์นั้น จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ผู้ปกครอง และผู้ปกครองอุปถัมภ์ของเด็กมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองที่จำเป็นจะต้องมีผู้ปกครองรับอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปในโบสถ์ ที่ไม่ใช่พ่อแม่ตัวจริง แต่อาจจะเป็นใครก็ได้ที่เป็นญาติมิตรหรือคนรู้จัก เพื่อที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ และช่วยเหลือและเอาใจใส่ทางด้านความเชื่อและคำสอนที่ถูกต้องแห่งพระคริสต์เจ้า จนกว่าเด็กนั้นจะเติบโตเป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีต่อไป ในภาระหน้าที่ของผู้ปกครองอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปนี้ จะเป็นบาปอย่างยิ่งถ้าผู้ปกครองอุปถัมภ์นั้นปล่อยปะละเลย ในหน้าที่การอุปถัมภ์ทางศาสนาแก่บุตรอุปถัมภ์ของตน พระคุณาธิการแห่งพระพรที่ได้รับมาซึ่งความเชื่อของผู้อื่นนั้น มีปรากฏให้เห็นแก่เราในพระคัมภีร์ ที่พระคริสต์ได้ทรงรักษาคนเป็นง่อยให้หาย “เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงทรงตรัสกับคนง่อยว่า ลูกเอ๋ยบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (มก.2:5)

บางนิกายมีความเห็นว่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ยังไร้เดียงสา และได้มีการกล่าวหาต่อคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์ว่ามี การประกอบพิธีต่อเด็กที่ยังไร้เดียงสา แต่สาระหลักของการประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กนั้นกระทำขึ้นเพื่อ ที่ว่าใน Continue reading “ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้ ╰⊰¸¸.•¨* The Orthodox Christian way of life”

พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Unction)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Unction)

พิธีกรรมของศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ คือการอ่านบทภาวนาอธิษฐานต่อพระเจ้าแก่ผู้ป่วย และเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้แก่พวกเขา เพื่อเป็นการขอพรจากพระจิตเจ้าให้รักษาผู้เจ็บป่วยนี้จากทางร่างกายและทางจิตใจ

พิธีกรรมศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พิธีกรรมลงสงฆ์ เพราะว่าสำหรับการประกอบพิธีกรรมศีลเสกนี้นั้นคือการรวมพระสงฆ์แห่งคริสตจักรหลายรูปเพื่อร่วมประกอบพิธีกรรม แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆพระสงฆ์เพียงรูปเดียวก็สามารถที่จะประกอบพิธีกรรมได้

ในพิธีกรรมนี้ได้มีการประพฤติปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ในสมัยเริ่มต้นช่วงเวลาของเหล่าพระสาวกของพระเยซูคริสต์ ที่พวกท่านในช่วงเวลานั้นได้รับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาคนป่วยและคนอ่อนแอจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้า “เหล่าพระสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้าก็ได้ออกไปเทศนาประกาศเกี่ยวกับพระธรรมวจนะของพระเยซูคริสต์เจ้า และถึงการกลับใจเสียใหม่ และเขาได้ขับผีให้ออกเสียหลายผี และได้เอาน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาคนเจ็บป่วยหลายคนให้หายโรค” (มก. 6:12-13)

ในทางลักษณะเดียวกันนี้ที่ท่านอัครทูตยากอบได้กล่าวไว้คล้ายๆกันว่า “มีผู้ใดในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ จงให้ผู้นั้นเชิญบรรดาสงฆ์แห่งคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นสวดอธิษฐานเพื่อเขา และเจิมเขาด้วยน้ำมันเสกในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า และการสวดอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตและองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค และถ้าเขาได้กระทำบาปพระองค์ก็จะทรงโปรดอภัยให้” (ยก. 5:14-15)

เหล่านักบุญอัครทูตไม่มีสักครั้งเดียวที่พวกท่านประกาศเทศนาคำสอนที่มาจากตัวเอง ทุกๆคำสอนที่พวกท่านเทศนาสั่งสอนนั้นล้วนแล้วแต่ได้รับการสั่งสอนมาจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้าและจากพระสุรเสียงของพระจิตเจ้าเท่านั้น ท่านอัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศไปแล้วนั้นไม่ใช่ของมนุษย์ เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ได้รับข่าวประเสริฐนั้นจากมนุษย์ไม่มีมนุษย์คนใดสอนข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าได้รับข่าวประเสริฐนั้น โดยพระเยซูคริสต์ได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้า”(กท.1:11-12)

อธิบายเพิ่มเติม: การประกอบพิธีศีลเสกเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นั้นจะไม่กระทำกับเด็ก เพราะว่าเด็กนั้นยังไม่มีวุฒิภาวะเกี่ยวกับการกระทำบาป

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

นิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

นิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox)

ความเป็นมาสืบย้อนได้ถึงศตวรรษแรกในคริสตศาสนา อันเป็นช่วงระยะเวลาที่จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกออกเป็นสองอาณาจักร คือ โรมันตะวันตกมีศูนย์กลางที่กรุงโรม (Rome)ใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลาง ส่วนโรมันตะวันออกซึ่งนิยมเรียกกันว่า ไบแซนทีน (Byzantine) มีศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) มีสหมิตรที่เป็นแนวร่วมเดียวกัน คือ เมืองอาเล็กซานเดรีย (Alexandria) อันติอ็อค (Antioch) และเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ใช้ภาษากรีกเป็นภาษากลางสื่อสาร

แม้นว่ากรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยทั่วไปเป็นของพวกเตอร์ก แต่ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์ยังคงมีอยู่บ้าง ส่วนมากแพร่หลายในแถบยุโรปตะวันออกและรัสเซีย ทำให้เกิดนิกายออร์โธด็อกซ์แบบสลาฟ (Slavic Orthodox) และนิกายออร์โธด็อกซ์แบบรัสเซีย (Russia Orthodox) ซึ่งแต่เดิมมาทั้งหมดนี้เคยเป็นแบบนิกายกรีก ออร์โธด็อกซ์ (Greek Orthodox) โดยเฉพาะที่รัสเซียนั้น ศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากอาจเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรโรมันแห่งที่สาม มีศูนย์กลางที่มอสโคว์ (Moscow) อย่างไรก็ตาม พอสิ้นสุดระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช เข้าสู่ยุคการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ความรุ่งเรืองของศาสนาได้ลดลงไปแต่ยังไม่ถึงกับศูนย์สลาย

ปัจจุบันนี้ นิกายออร์โธด็อกซ์มีอิสระภาพในด้านความเชื่อและการปกครองของตนเอง ออร์โธด็อกซ์ส่วนมากอยู่ทางยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย ฯลฯ

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

ทำไมจึงมีความทุกข์ทรมานในโลก – Why is there suffering in the world?

http://faithbookorthodoxy.wordpress.com

FAITHBOOK – ORTHODOXY

ทำไมจึงมีความทุกข์ทรมานในโลก

Why is there suffering in the world?

คำอธิบายของชาวคริสต์เกี่ยวกับความทุกข์ทรมานนั้น คือ เป็นผลกระทบจากการตกในบาปของมนุษย์ ในอีกแง่หนึ่งก็คือ มนุษย์ได้สูญเสียสภาพดั้งเดิมที่เป็นอิสระจากความทุกข์ แต่คริสตชนมองความทุกข์ในทางบวก คือสามารถกลายเป็นสิ่งดีเพื่อประโยชน์ต่อปัจเจกชนและเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย

คริสตชนมีองค์พระคริสตเจ้าเป็นแบบอย่าง พระองค์เหมือนอย่างมนุษย์คนอื่นๆ ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับความปวดร้าวของความทุกข์ทรมาน “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ขออย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปพระประสงค์ของพระองค์เถิด” (มธ 26:39) เรามีพระคริสตเจ้าเป็นแบบอย่างชีวิตในการเห็นคุณค่าของความทุกข์ทรมาน พระองค์ได้ทรงช่วยโลกให้รอดพ้นโดยอาศัยความทุกข์ทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

ความทุกข์ทรมานมิได้มาจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความดีทุกประการ แต่พระองค์อาจอนุโลมให้เกิดทุกข์เพื่อคุณประโยชน์ของเรา ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่เห็นผลดีที่ได้นั้นเสมอไปก็ตาม

ความทุกข์มาสู่เราได้หลายวิธี

ก) อันดับแรก ความทุกข์เป็นเรื่องสภาพธรรมชาติมนุษย์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการเจ็บป่วย การถูกทำร้าย การทำงานหนัก ฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ “ท่านจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวด… แผ่นดินจะถูกสาปแช่งเพราะท่าน ท่านจะต้องหากินจากแผ่นดินด้วยความทุกข์ยากทุกวันตลอดชีวิต แผ่นดินจะผลิตต้นหนามและกอหนาม” (ปฐก 3:16-18)

ข) ความทุกข์ทรมานนั้นเป็นผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว ภัยแล้ง และทุพภิกขภัย มนุษย์มิได้ก่อภัยต่างๆ นี้ขึ้นมา

ค) แต่ก็มีความทุกข์ทรมานที่มนุษย์นั้นเป็นต้นเหตุ คือความทุกข์ยากต่างๆ ที่เกิดจากการกระทำอันชั่วร้ายของมนุษย์ กิจการชั่วร้ายต่างๆ นั้นเกิดจากความอยาก ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง ความโลก ราคะตัณหา ฯลฯ ความทุกข์ทรมานนั้นมิได้เกิดเฉพาะจากการทะเลาะ Continue reading “ทำไมจึงมีความทุกข์ทรมานในโลก – Why is there suffering in the world?”

ประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ – History of Christianity

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

ประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์

 History of Christianity

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย และเผยแพร่อย่างรุ่งโรจน์ในโลกตะวันตก ประวัติศาสตร์ของศาสนามีความยาวนานสืบทอดมาแต่ศาสนายิว แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากศาสนายิวในช่วงของการเผยแพร่ศาสนา คือ ในสมัยที่พระเยซูออกสั่งสอนประชาชน อย่างไรก็ตามศาสนาคริสต์ยังคงยืนหยัดต่อสู่กระแสต้านของสังคมตะวันตกในสมัยนั้นมาได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะ นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์มีจิตใจศรัทธาพระเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความ เสียสละ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้พวกตะวันตกในสมัยต่อมาได้เข้าสู่กระแสศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า

ประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์มีความสัมพันธ์กับศาสนายิวอย่างใกล้ชิด จนเป็นที่ยอมรับกันว่าทั้งสองศาสนานี้มีลักษณะเป็นศาสนาแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าได้เข้ามาเกี่ยวข้องและกำหนดมรรคาแห่งชีวิตที่ทุกคนจะต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง บุคคลในประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนานี้ อาทิเช่น อับราฮัม (Abraham) โยเซฟ (Joseph) โมเสส (Moses) และกษัตริย์โซโลมอน (Solomon) ฯลฯ ล้วนเป็นศาสดาที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้เป็นไปตามแผนที่พระองค์ได้วางไว้เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ให้ถึงความรอด (Salvation) คัมภีร์ไบเบิลทั้งสองภาค พันธสัญญาจึงเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนา

ประวัติศาสตร์ศาสนายูดายของพวกยิว ทำให้เราเห็นว่า พวกเขามีความผูกพันกับ พระเจ้ามาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นชาติที่พระเจ้าได้เลือกให้เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต พระองค์ได้สัญญากับพวกเขา ที่จะให้ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม พวกเขาจึงเดินทางเร่ร่อนเพื่อจะหาดินแดนที่พระเจ้าได้สัญญาไว้นี้ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานในการ Continue reading “ประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ – History of Christianity”

คัมภีร์ของศาสนาคริสต์

http://heavenonearthorthodoxy.wordpress.com

HEAVEN ON EARTH – ORTHODOXY

คัมภีร์ของศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์และศาสนายูดาย ต่างให้ความเคารพในคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยถือว่าเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพระวาจาของพระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนหนทางแห่งความรอดจากทุกข์ทั้งปวง ความหมายของ “ไบเบิล” (Bible) คือ “หนังสือหลายเล่ม ชุดหนังสือ” เพราะเป็นความหมายที่ได้มาจากศัพท์ภาษาละตินและภาษากรีก คือ “บีบลีอา” (Biblia) ซึ่งเป็นพหูพจน์ของ “บีบลีออน” (Biblion) แต่ภาษาอังกฤษใช้ไบเบิล (Bible) และการที่เรียกว่าไบเบิลนี้ อาจเป็นเพราะคัมภีร์ไบเบิลประกอบด้วยหนังสือหลายเล่มแล้วนำมารวมเป็นเล่มเดียวกัน ในเล่มเดียวกันนี้ต่อมาแบ่งเป็นสองภาค คือ ภาคพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) ซึ่งเขียนเป็นภาษาฮิบรูเกือบทั้งหมด มีบางส่วนที่เขียนเป็นภาษาอารามาอิคและภาษากรีก ไบเบิลในภาคนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ จึงเป็นที่ยอมรับของทั้งสองศาสนานี้ว่า มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องสมบูรณ์

1.คัมภีร์เก่า (Old Testament) หรือพันธสัญญาเดิมเป็นบันทึกเรื่องราวก่อนพระเยซูทรงประสูติ

2.คัมภีร์ใหม่ (New Testament) หรือพันธสัญญาใหม่เป็นบันทึกเรื่องราวหลังจากที่พระเยซูทรงประสูติ

ในภาคพันธสัญญาเดิมคริสเตียนออร์โธด็อกซ์นี้ประกอบไปด้วยข้อเขียนต่าง ๆ ทั้งหมด 46 เล่ม (แต่ในคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์หลายนิกายยอมรับเพียง 39 เล่ม) สำหรับภาคพันธสัญญาใหม่ (The new Testament) เป็นส่วนที่ยอมรับกันในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น ประกอบไปด้วยหนังสือหรือข้อเขียน27 เล่ม ซึ่งเป็นบันทึกประวัติและคำสอนของพระเยซูที่เรียกว่า “พระวรสาร” (The Gospels) มีจำนวน 4 เล่ม หนังสือกิจการอัครธรรมทูต 1 เล่ม จดหมายของบรรดาสาวกถึงคริสตชนในที่ต่าง ๆ 21 เล่ม และหนังสือวิวรณ์ 1 เล่ม

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

การให้อภัยคืออะไร คำตอบจากพระคัมภีร์ ╰⊰¸¸.•¨* What is forgiveness? Bible Answers

http://multilingualholybible.wordpress.com

MULTILINGUAL HOLY BIBLE

การให้อภัยคืออะไร คำตอบจากพระคัมภีร์

What is forgiveness? Bible Answers

การให้อภัย คือ การยกโทษให้คนที่ทำผิด ในพระคัมภีร์ คำภาษากรีกที่แปลว่า “การให้อภัย” มีความหมายตรงตัวว่า “ปล่อยไป” เหมือนเจ้าหนี้ยอมยกหนี้ให้ลูกหนี้ พระเยซูเจ้าทรงใช้การเปรียบเทียบนี้เมื่อพระอง์ทรงสอนบรรดาสานุศิษย์ให้ภาวนาว่า “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เหมือนข้าพเจ้าทั้งหลายให้อภัยแก่ผู้อื่น” (ลูกา 11:3-4) เมื่อพระองค์เล่าตัวอย่างเรื่องทาสที่ไม่ยอมยกหนี้ พระองค์ทรงเปรียบเทียบการให้อภัยว่าเหมือนการยกหนี้ (มัทธิว 18:23-35)

เราให้อภัยคนอื่น เมื่อเราไม่ถือโทษและไม่เรียกร้องให้เขามาขอโทษหรือชดใช้ พระคัมภีร์สอนว่า ความรักแบบไม่เห็นแก่ตัวเป็นหัวใจสำคัญของการให้อภัยอย่างแท้จริง เพราะความรัก “ไม่จดจำความผิดที่ได้รับ ไม่ยินดีในความชั่ว แต่ร่วมยินดีในความถูกต้อง ความรักให้อภัยทุกอย่าง” (1โครินธ์ 13:5-7)

การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า

• เห็นด้วยกับการกระทำนั้น พระคัมภีร์ตำหนิคนที่เห็นชั่วเป็นดี เพราะเขาคิดว่าไม่เสียหายอะไร หรือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (อิสยาห์ 5:20)
• ทำเป็นไม่เห็น พระเจ้าทรงให้อภัยกษัตริย์ดาวิดที่ทำบาปร้ายแรง แต่พระเจ้ามิได้ทำเป็นไม่เห็นแล้วปกป้องดาวิดไม่ให้ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ที่ตามมา พระเจ้าถึงกับให้มีการบันทึกเรื่องราวของดาวิดไว้เป็นเครื่องเตือนใจเราทุกวันนี้ด้วย (2 ซามูแอล 12:9-13)
ถ้ามีใครทำกับคุณอย่างเลวร้าย แล้วเขาไม่ยอมขอโทษหรือไม่ยอมรับผิด คุณจะทำอย่างไร พระคัมภีร์แนะนำว่า “จงอดกลั้นความโกรธไว้ และระงับความโทโสเสีย” (สดุดี 37:8) แม้คุณไม่ได้มองข้ามความผิดที่เขาทำ แต่คุณไม่จำเป็นต้องโกรธ นอกจากนี้ คุณอาจรู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อรู้ว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทำให้ความเจ็บปวดหรือความทุกข์ที่เราแบกรับอยู่ทุกวันนี้หมดสิ้นไป (วิวรณ์ 21:4)
“ให้อภัย” ในเรื่องที่เราคิดไปเองว่าเป็นความผิดของเขา บางครั้งเราอาจต้องยอมรับว่า ไม่มีเหตุผลที่เราจะโกรธด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะยกโทษให้คนที่เราคิดว่าเขาทำผิดต่อเราเลย พระคัมภีร์สอนว่า “อย่าปล่อยให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธอยู่ในใจของคนโง่” (ปัญญาจารย์ 7:9)

จะให้อภัยได้อย่างไร

1. จำความหมายของการให้อภัยไว้เสมอ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า คุณยอมให้กับการทำผิดหรือทำเหมือนว่าความผิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้น คุณเพียงแต่ยอมให้เรื่องนั้นผ่านไป
2. นึกถึงข้อดีของการให้อภัย การไม่ถือโทษหรือแค้นเคืองช่วยให้คุณมีใจสงบ ไม่ร้อนรุ่ม ไม่เสียสุขภาพ และทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น (สุภาษิต 14:30; มัทธิว 5:9) ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากคุณให้อภัยคนอื่น พระเจ้าก็จะทรงให้อภัยคุณ (มัทธิว 6:14,15)
3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่มีใครเป็นคนสมบูรณ์แบบ (ยากอบ 3:2) หากเรารู้สึกขอบคุณ เมื่อมีคนยอมยกโทษให้เรา เราก็น่าจะยกโทษให้คนที่ทำผิดต่อเราด้วย (มัทธิว 7:12)
4. เป็นคนมีเหตุผล แม้มีเหตุผลที่จะบ่นได้ แต่เราควรเอาคำแนะนำในพระคัมภีร์มาใช้ “จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน หากมีเรื่องผิดใจกัน ก็จงยกโทษกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยความผิดของท่านอย่างไร ท่านก็จงให้อภัยแก่เขาอย่างนั้นเถิด” (โคโลสี 3:13)
5. ทำทันที ให้อภัยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดีกว่าเก็บความโกรธไว้ในใจ “แม้ท่านจะโกรธ ก็อย่าให้เป็นบาป จงเลิกโกรธก่อนดวงอาทิตย์ตก” (เอเฟซัส 4:26)