คัมภีร์ของศาสนาคริสต์

http://heavenonearthorthodoxy.wordpress.com

HEAVEN ON EARTH – ORTHODOXY

คัมภีร์ของศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์และศาสนายูดาย ต่างให้ความเคารพในคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยถือว่าเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพระวาจาของพระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนหนทางแห่งความรอดจากทุกข์ทั้งปวง ความหมายของ “ไบเบิล” (Bible) คือ “หนังสือหลายเล่ม ชุดหนังสือ” เพราะเป็นความหมายที่ได้มาจากศัพท์ภาษาละตินและภาษากรีก คือ “บีบลีอา” (Biblia) ซึ่งเป็นพหูพจน์ของ “บีบลีออน” (Biblion) แต่ภาษาอังกฤษใช้ไบเบิล (Bible) และการที่เรียกว่าไบเบิลนี้ อาจเป็นเพราะคัมภีร์ไบเบิลประกอบด้วยหนังสือหลายเล่มแล้วนำมารวมเป็นเล่มเดียวกัน ในเล่มเดียวกันนี้ต่อมาแบ่งเป็นสองภาค คือ ภาคพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) ซึ่งเขียนเป็นภาษาฮิบรูเกือบทั้งหมด มีบางส่วนที่เขียนเป็นภาษาอารามาอิคและภาษากรีก ไบเบิลในภาคนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ จึงเป็นที่ยอมรับของทั้งสองศาสนานี้ว่า มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องสมบูรณ์

1.คัมภีร์เก่า (Old Testament) หรือพันธสัญญาเดิมเป็นบันทึกเรื่องราวก่อนพระเยซูทรงประสูติ

2.คัมภีร์ใหม่ (New Testament) หรือพันธสัญญาใหม่เป็นบันทึกเรื่องราวหลังจากที่พระเยซูทรงประสูติ

ในภาคพันธสัญญาเดิมคริสเตียนออร์โธด็อกซ์นี้ประกอบไปด้วยข้อเขียนต่าง ๆ ทั้งหมด 46 เล่ม (แต่ในคริสต์ศาสนาโปรเตสแตนต์หลายนิกายยอมรับเพียง 39 เล่ม) สำหรับภาคพันธสัญญาใหม่ (The new Testament) เป็นส่วนที่ยอมรับกันในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น ประกอบไปด้วยหนังสือหรือข้อเขียน27 เล่ม ซึ่งเป็นบันทึกประวัติและคำสอนของพระเยซูที่เรียกว่า “พระวรสาร” (The Gospels) มีจำนวน 4 เล่ม หนังสือกิจการอัครธรรมทูต 1 เล่ม จดหมายของบรรดาสาวกถึงคริสตชนในที่ต่าง ๆ 21 เล่ม และหนังสือวิวรณ์ 1 เล่ม

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

Advertisements

การให้อภัยคืออะไร คำตอบจากพระคัมภีร์ ╰⊰¸¸.•¨* What is forgiveness? Bible Answers

http://multilingualholybible.wordpress.com

MULTILINGUAL HOLY BIBLE

การให้อภัยคืออะไร คำตอบจากพระคัมภีร์

What is forgiveness? Bible Answers

การให้อภัย คือ การยกโทษให้คนที่ทำผิด ในพระคัมภีร์ คำภาษากรีกที่แปลว่า “การให้อภัย” มีความหมายตรงตัวว่า “ปล่อยไป” เหมือนเจ้าหนี้ยอมยกหนี้ให้ลูกหนี้ พระเยซูเจ้าทรงใช้การเปรียบเทียบนี้เมื่อพระอง์ทรงสอนบรรดาสานุศิษย์ให้ภาวนาว่า “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เหมือนข้าพเจ้าทั้งหลายให้อภัยแก่ผู้อื่น” (ลูกา 11:3-4) เมื่อพระองค์เล่าตัวอย่างเรื่องทาสที่ไม่ยอมยกหนี้ พระองค์ทรงเปรียบเทียบการให้อภัยว่าเหมือนการยกหนี้ (มัทธิว 18:23-35)

เราให้อภัยคนอื่น เมื่อเราไม่ถือโทษและไม่เรียกร้องให้เขามาขอโทษหรือชดใช้ พระคัมภีร์สอนว่า ความรักแบบไม่เห็นแก่ตัวเป็นหัวใจสำคัญของการให้อภัยอย่างแท้จริง เพราะความรัก “ไม่จดจำความผิดที่ได้รับ ไม่ยินดีในความชั่ว แต่ร่วมยินดีในความถูกต้อง ความรักให้อภัยทุกอย่าง” (1โครินธ์ 13:5-7)

การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า

• เห็นด้วยกับการกระทำนั้น พระคัมภีร์ตำหนิคนที่เห็นชั่วเป็นดี เพราะเขาคิดว่าไม่เสียหายอะไร หรือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ (อิสยาห์ 5:20)
• ทำเป็นไม่เห็น พระเจ้าทรงให้อภัยกษัตริย์ดาวิดที่ทำบาปร้ายแรง แต่พระเจ้ามิได้ทำเป็นไม่เห็นแล้วปกป้องดาวิดไม่ให้ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ ที่ตามมา พระเจ้าถึงกับให้มีการบันทึกเรื่องราวของดาวิดไว้เป็นเครื่องเตือนใจเราทุกวันนี้ด้วย (2 ซามูแอล 12:9-13)
ถ้ามีใครทำกับคุณอย่างเลวร้าย แล้วเขาไม่ยอมขอโทษหรือไม่ยอมรับผิด คุณจะทำอย่างไร พระคัมภีร์แนะนำว่า “จงอดกลั้นความโกรธไว้ และระงับความโทโสเสีย” (สดุดี 37:8) แม้คุณไม่ได้มองข้ามความผิดที่เขาทำ แต่คุณไม่จำเป็นต้องโกรธ นอกจากนี้ คุณอาจรู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อรู้ว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทำให้ความเจ็บปวดหรือความทุกข์ที่เราแบกรับอยู่ทุกวันนี้หมดสิ้นไป (วิวรณ์ 21:4)
“ให้อภัย” ในเรื่องที่เราคิดไปเองว่าเป็นความผิดของเขา บางครั้งเราอาจต้องยอมรับว่า ไม่มีเหตุผลที่เราจะโกรธด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะยกโทษให้คนที่เราคิดว่าเขาทำผิดต่อเราเลย พระคัมภีร์สอนว่า “อย่าปล่อยให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธอยู่ในใจของคนโง่” (ปัญญาจารย์ 7:9)

จะให้อภัยได้อย่างไร

1. จำความหมายของการให้อภัยไว้เสมอ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า คุณยอมให้กับการทำผิดหรือทำเหมือนว่าความผิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้น คุณเพียงแต่ยอมให้เรื่องนั้นผ่านไป
2. นึกถึงข้อดีของการให้อภัย การไม่ถือโทษหรือแค้นเคืองช่วยให้คุณมีใจสงบ ไม่ร้อนรุ่ม ไม่เสียสุขภาพ และทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น (สุภาษิต 14:30; มัทธิว 5:9) ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากคุณให้อภัยคนอื่น พระเจ้าก็จะทรงให้อภัยคุณ (มัทธิว 6:14,15)
3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่มีใครเป็นคนสมบูรณ์แบบ (ยากอบ 3:2) หากเรารู้สึกขอบคุณ เมื่อมีคนยอมยกโทษให้เรา เราก็น่าจะยกโทษให้คนที่ทำผิดต่อเราด้วย (มัทธิว 7:12)
4. เป็นคนมีเหตุผล แม้มีเหตุผลที่จะบ่นได้ แต่เราควรเอาคำแนะนำในพระคัมภีร์มาใช้ “จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน หากมีเรื่องผิดใจกัน ก็จงยกโทษกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยความผิดของท่านอย่างไร ท่านก็จงให้อภัยแก่เขาอย่างนั้นเถิด” (โคโลสี 3:13)
5. ทำทันที ให้อภัยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดีกว่าเก็บความโกรธไว้ในใจ “แม้ท่านจะโกรธ ก็อย่าให้เป็นบาป จงเลิกโกรธก่อนดวงอาทิตย์ตก” (เอเฟซัส 4:26)

ใครคืออัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 คน ของพระเยซูคริสต์? ╰⊰¸¸.•¨* Who were the 12 Apostles of Christ?

http://saintsofmyheart.wordpress.com

SAINTS OF MY HEART

ใครคืออัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 คน ของพระเยซูคริสต์?

Who were the 12 Apostles of Christ?

คำว่า “ สาวก” หมายถึง “ผู้เรียนรู้” หรือ “ผู้ติดตาม” คำว่า “อัครทูต” หมายถึง “ผู้ที่ถูกส่งออกไป” เมื่อครั้งที่พระเยซูคริสต์ยังทรงอยู่ในโลกนี้ เราได้เรียกทั้ง 12 คนนั้นว่า อัครสาวก ซึ่งทั้ง 12 คนนั้นได้ติดตามและได้เรียนรู้จากพระเยซูทั้งยังได้รับการสอนจากพระองค์ แต่ภายหลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ทรงได้ส่งอัครสาวกให้ออกไปเป็นพยานถึงเรื่องราวของพระองค์ (มัทธิว 28:18-20 ; กิจการของอัครทูต 1:8) พวกเค้าจึงได้ถูกเรียกว่าเป็นอัครทูตทั้ง 12 คน อย่างไรก็ตามหากตอนนี้พระเยซูยังทรงอยู่ในโลกนี้เราก็สามารถใช้คำว่า อัครสาวก และ อัครทูต สลับสับเปลี่ยนกันได้

ซึ่งความหมายก็คือ การที่พระองค์ทรงสั่งสอนและส่งพวกเค้าออกไป ดั่งเดิมนั้นคำว่า อัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 ของพระเยซูคริสต์ปรากฎอยู่ใน มัทธิว 10: 2-4 “อัครทูตสิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้ คนแรกชื่อซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องของเขา ยากอบบุตรเศเบดี กับยอห์นน้องของเขา ฟีลิป และบารโธโลมิว โธมัส และมัทธิวคนเก็บภาษี ยากอบบุตรอัลเฟอัสและเลบเบอัส ผู้ที่มีชื่ออีกว่าธัดเดอัส ซีโมนพรรคชาตินิยม และยูดาส อิสคาริโอท ที่ได้อายัดพระองค์ไว้นั้น” และยังมีพระคำภีร์ที่ได้กล่าวถึง อัครสาวก/อัครทูต ทั้ง 12 คนอีก ซึ่งอยู่ใน มาระโก 3:16-19 และ ลูกา 6:13-16 ถ้าเปรียบเทียบทั้ง 3 ข้อนี้จะเห็นว่ามีบางจุดที่ชื่อจะแตกต่างกัน ดูเหมือนว่า ธัดเดอัสจะรู้จักกันในนามของ “ยูดาสบุตรของยากอบ” (ลูกา 6:16) แล เลบเบอัสด้วย(มัทธิว 10:3) ซีโมนก็ยังถูกเรียกว่าซีโมนพรรคชาตินิยมด้วย (มาระโก 3:18) และยูดาส อิสคาริโอทผู้ที่อายัดพระเยซูได้ถูกแทนที่ในหมู่อัครทูตทั้ง12คนโดยมัทธิว (กิจการของอัครทูต 1:20-26) ครูสอนพระคำภีร์บางคนได้ให้ภาพของมัทธิวไว้เหมือนว่าเค้าเป็นสมาชิกที่ “ไม่สมบูรณ์” ของอัครทูตทั้ง 12 คน และเชื่อว่าคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกให้มาแทนที่ยูดาส อิสคาริโอทนั้นคืออัครทูตเปาโลนั้นเอง

อัครสาวก / อัครทูตทั้ง 12 คนนั้นเป็นบุคคลธรรมดาที่กพระเจ้าทรงใช้พวกเค้าในงานที่ ไม่ธรรมดา ใน 12 คนนั้นบ้างก็เป็นชาวประมง, คนเก็บภาษี และเป็นผู้ที่ต่อต้าน พระกิตติคุณได้บันทึกถึงเรื่องราวของการต่อสู้, การล้มลง และการลังเลสงสัยของทั้ง 12 คน ที่ติดตามพระเยซู แต่หลังจากที่พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ องค์กพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงให้อัครสาวก / อัครทูต เหล่านั้นได้มีกำลังและเป็นคนของพระองค์อย่างแท้จริง และยังเป็น “พวกคว่ำโลกมนุษย์” (กิจการของอัครทูต 17:6) มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปนะหรือ? อัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 คนนั้นได้ “อยู่กับพระเยซู” นั้นเอง (กิจการของอัครทูต 4:13) และเราก็สามารถที่จะอยู่กับพระองค์ได้ด้วยเช่นเดียวกัน!

ลิงค์: ศาสนจักรออร์โธดอกซ์ (Orthodox Church in Thailand)

http://www.orthodox.or.th/index.php?lang=th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

(Orthodox Church in Thailand)

อันดรูว์ อัครสาวก (Saint Andrew the Apostle)

http://saintsofmyheart.wordpress.com

SAINTS OF MY HEART

อันดรูว์ อัครสาวก (Saint Andrew the Apostle)

อันดรูว์เป็นน้องชายของเปโตร เกิดและโตที่เมืองเบธไซดา แคว้นกาลิลี ประเทศปาเลสไตนยึดอาชีพชาวประมงเช่นเดียวกับเปโตรพี่ชายขณะเดียวกันเปโตรก็สมัครเป็นศิษย์ของยอห์นบัปติสต์ด้วย เมื่อมารู้จักกับพระเยซูคริสต์ครั้งแรกก็ขอตามไปดูพระองค์จนถึงที่ที่พระองค์พำนักอยู่พร้อมกับฟิลิป จึงเกิดความเลื่อมใสสมัครเป็นศิษย์ของพระองค์ และยังไปตามเปโตรให้มารู้จักกับพระเยซูคริสต์และสมัครเป็นศิษย์ด้วย(ยน.1.40-4)

อันดรูว์เป็นศิษย์สำคัญคนหนึ่งในบรรดาอัครสาวก มีบทบาทหลายอย่างปรากฎในพระวรสาร เช่นเมื่อคนต่างชาติไปหาฟิลิปขอให้พาไปหาพระเยซูคริสต์ ฟิลิปกลับไปหาอันดรูว์แล้วชวนอันดรูว์ไปทูลพระเยซูคริสต์ด้วยกัน(ยน.12.22) แสดงว่าอันดรูว์เป็นเพื่อนสนิทกับฟิลิป (ทั้งสองเป็นศิษย์ของยอห์นบัปติสต์ด้วยกัน) และในเวลาเดียวกันอันดรูว์ก็ใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์ด้วย เช่น เมื่อพระองค์จะทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปังเลี้ยงประชาชน พระองค์ก็ทรงถามฟิลิปเป็นการลองใจว่าจะหาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงประชาชน ฟิลิปก็จนปัญญา อันดรูว์จึงเข้ามาแก้ไขสถานการณ์โดยทูลพระองค์ว่าเห็นเด็กคนหนึ่งมีขนมปังอยู่ 5 ก้อน และปลา 2 ตัว (ยน.6.8-9)พระเยซูคริสต์จึงทรงอาศัยขนมปังและปลานั้นทำอัศจรรย์ทวีให้เพิ่มมากขึ้นเลี้ยงประชาขนจนอิ่มหนำ

หลักฐานชิ้นสุดท้ายในพระคัมภีร์ที่มีชื่ออันดรูว์ปรากฎอยู่ก็คือ หนังสือกิจการอัครสารวกที่บรรจุชื่ออันดรูว์ ไว้พร้อมกับอัครสาวกอื่นๆหลังจาที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว(กจ.1.13)

นักประวัติศาสตร์โบราณและคริสตชนเดิมเชื่อกันว่าอันดรูว์ได้ออกไปประกาศพระศาสนาทางเอเชียน้อยแทบแคว้นกับปาโดเชีย กาลาเทีย และบีทีเนีย นักบุญเยโรมบันทึกไว้ในประวัตินักบุญมรณสักขีว่า อันดรูว์ได้เป็นสังฆราชปกครองเมืองปาตรัสโช และถูกจับประหารชีวิตเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยถูกตรึงกางเขนที่มีรูปไขว้เหมือนเครื่องหมายคูณ ซึ่งต่อมานิยมเรียกกางเขนชนิดนี้ว่า กางเขนนักบุญอันดรูว์

พิธีกรรมและแนวความเชื่อของนิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox rituals and beliefs)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

พิธีกรรมและแนวความเชื่อของนิกายออร์โธด็อกซ์

Orthodox rituals and beliefs

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

1.การรับศีลล้างบาปของนิกายออร์โธด็อกซ์ยังคงกระทำกับทารกโดยมีพ่อแม่อุปถัมภ์ และใช้วิธีการปะพรมน้ำ

2.การรับศีลมหาสนิทของนิกายออร์โธด็อกซ์ใช้ขนมปังและเหล้าไวน์ ส่วนนิกายคาทอลิคให้แต่ขนมปังอย่างเดียว ส่วนเหล้าไวน์นั้นบาทหลวงผู้ทำพิธีเท่านั้นที่ได้ดื่ม และระยะเวลาของการทำพิธีศีลมหาสนิทของนิกายออร์โธด็อกซ์ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่ากัน

3.นิกายออร์โธด็อกซ์ยอมให้ผู้ที่จะเข้ารับการแต่งตั้งเป็นผู้ประกอบพิธีในศาสนกิจได้นั้นสามารถแต่งงานได้ก่อนบวช

4.นักปรัชญาและนักคิดของทางตะวันออก มีอิทธิพลต่อนิกายออร์โธด็อกซ์ เน้นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์คำตรัสเทศนาและความเป็นมนุษย์ของพระองค์

5.นิกายออร์โธด็อกซ์ส่งเสริมชีวิตประชาชนให้ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย โดยเฉพาะนักบวชนั้นต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ มีความอดทน กล้าหาญ ไม่อาลัยในความสุข ละความรักแบบโลก ๆ แต่เคร่งครัดศรัทธาในศาสนาอย่างจริงจัง นักบวชคริสต์เตียนออร์โธด็อกซ์หลายคนสละชีวิตทางโลกไปเป็น นักพรตถือศีลภาวนาตามถ้ำและทะเลทรายไม่น้อย

6.นิกายออร์โธด็อกซ์ใช้ภาษากรีกและถือว่าเป็นภาษาที่ต้องให้ความเคารพคล้ายกับพระพุทธศาสนาที่ให้ความสำคัญกับภาษาบาลี

ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์นี้มีศรัทธาที่เหนียวแน่นในศาสนามาก เราจะเห็นได้ว่า แม้นประเทศทางแถบยุโรปตะวันออกหลายประเทศ ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์และประชาชนประเทศตุรกีเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์หลายคนยังคงมีศรัทธาที่เหนียวแน่นและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ไม่ถูกหลอมเหลาได้ง่ายจาก สภาพแวดล้อมจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ในบริเวณ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นจำนวนไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่น่าจะถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยผู้รุกราน

พิธีกรรมแห่งศีลมงคลสมรส (Marriage)

http://orthodoxsaintvalentine.wordpress.com

ORTHODOX SAINT VALENTINE

พิธีกรรมแห่งศีลมงคลสมรส (Marriage)

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

พิธีกรรมศีลมงคลสมรสในศาสนาคริสต์เตียนออร์โธด็อกซ์ดั้งเดิมนั้น คือการให้คำมั่นสัญญาของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่อพระเจ้าว่าจะอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวด้วยความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ของคู่สมรสนี้เปรียบได้กับความสัมพันธ์ของพระคริสต์เจ้าที่มีต่อศาสนจักรของพระองค์ และการครองคู่อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยานี้ นี่เองที่ทั้งสองฝ่าย มีความใฝ่ประสงค์ขอต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่พระองค์จะอำนวยพระพรของพระองค์ให้แก่ชีวิตครอบครัว และการกำเนิดใหม่และการเลี้ยงดูบุตรให้เป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีในภายภาคหน้า

พิธีสมรสนี้ได้ถูกสถาปนาขึ้นโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าเองเมื่อครั้งเวลาบนสรวงสวรรค์ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ผู้แรกขึ้นคือ อดัม และอีวา “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ทรงตรัสแก่เขาว่า จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดินจงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเลและฝูงนกในอากาศ…” (ปฐก.1:28)

องค์พระเยซูคริสต์เจ้า ได้ทรงอำนวยพรของพระองค์ในพิธีมงคลสมรสด้วยการที่พระองค์เองนั้นทรงเป็นแขกในงานสมรสที่เมืองคาอันแคว้นกาลิลี และได้ทรงยืนยันต่อพิธีด้วยว่า การสถาปนาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของพิธีมงคลสมรสที่ว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นและได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” (ปฐก.1:27) และได้ทรงตรัสอีกด้วยว่า “เหตุฉะนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (ปฐก.2:24) “เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้วอย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย” (มธ.19:4-6)

นักบุญอัครสาวกเปาโลได้กล่าวว่า “เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า หมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร” (อฟซ.5:31-32)

ความสัมพันธ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้ากับคริสตจักรนั้นมีรากฐานที่ตั้งอยู่บนความรัก ขององค์พระเยซูคริสต์ต่อคริสตจักร และในการอุทิศให้ทั้งหมดของพระเยซูคริสต์เจ้าต่อคริสตจักรของพระองค์ จากจุดนี้นี่เองที่สามีจึงต้องรักภรรยาของตนดังเป็นกายของตนเอง ส่วนภรรยานั้นก็รักสามีของตนด้วยความเต็มใจ และรักที่จะเชื่อฟังสามีด้วยเหมือนกัน

ท่านอัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “ฝ่ายผู้เป็นสามีทั้งหลายเอ๋ย จงรักภรรยาของตน เหมือนดังที่ พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงรักคริสตจักรของพระองค์ และทรงสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร…เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง” (อฟซ.5:25,28) “ ฝ่ายผู้เป็นภรรยาทั้งหลายเอ๋ย จงเชื่อฟังสามีของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ที่ดีของผู้เป็นภรรยา เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยาเหมือนพระคริสต์ทรงเป็นพระเศียรของคริสตจักร ซึ่งเป็นดังพระกายของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร” (อฟซ.5:22-23) ดังนั้นคู่สมรส (สามี และภรรยา) ทุกๆ คน ในตลอดชั่วชีวิต ควรจะต้องรักษาไว้ซึ่งความรัก ความซื่อสัตย์ และความนับถือ ซึ่งกันและกัน รากฐานในชีวิตครอบครัวของชาวคริสต์เตียนที่ดี และถูกต้องสมบูรณ์นั้น เป็นแหล่งกำเนิดของสังคมที่ดี รากฐานของครอบครัวที่ดีนั้นตั้งอยู่บนคริสตจักรแห่งพระเยซูเจ้าของพวกเราทุกๆ คน

พิธีกรรมของศีลมงคลสมรสนั้น ไม่จำเป็นสำหรับทุกๆคนไป แต่จะเป็นไปในลักษณะของความประสงค์ดีที่อยู่กินกันแบบนอกสมรส จึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องบริสุทธิ์ และไร้ซึ่งมลทิน หรือสำหรับผู้ที่ไร้คู่ครองหรือไม่ประสงค์ที่จะมีคู่ครอง ก็ควรที่จะดำรงชีวิตอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรมให้ได้ตลอดไป ดังที่พระวจนะของพระเจ้าที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า ชีวิตอันสูส่งที่ไร้ซึ่งคู่สมรส คือการดำรงชีวิตอันเป็นชัยชนะในพรหมจรรย์ต่อพระเจ้า ท่านทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “เรื่องคนโสดนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็น ในฐานที่เป็นผู้ได้รับพระกรุณาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ เพราะเหตุความยากลำบากที่จะมาถึงอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกคนควรจะอยู่อย่างที่เขาเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ท่านมีภรรยาแล้วหรืออย่าหาช่องที่จะทิ้งภรรยาเลย ท่านเป็นคนตัวเปล่าหรือ อย่าหาภรรยาเลย ถ้าท่านจะแต่งงานก็ไม่มีความผิดและถ้าหญิงสาวพรหมจารีจะแต่งงานก็ไม่มีความผิด แต่คนที่แต่งงานนั้นจะต้องยุ่งยากลำบากใจ แต่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ท่านพ้นจากความยุ่งยากนั้น พี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าหมายความว่า ยุคนี้ก็สั้นมากแล้ว ตั้งแต่นี้ไปให้คนเหล่านั้นที่มีภรรยาดำเนินชีวิต เหมือนกับไม่มีภรรยา และให้คนที่เศร้าโศกดำเนินชีวิตเหมือนกับมิได้ชื่นชมยินดี และผู้ที่ซื้อก็ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับว่าเขาไม่มีกรรมสิทธิ์เหนืออะไรเลย และคนที่ใช้ของโลกนี้ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับมิได้ใช้อย่างเต็มที่เลยเพราะระบบของโลกนี้กำลังล่วงไป ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพ้นจากความสาละวนวุ่นวาย ฝายคนที่ไม่มีภรรยาก็สาละวนในงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่คนที่มีภรรยาแล้วก็สาละวนในงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งที่พอใจของภรรยา เป็นการสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหญิงซึ่งไม่มีสามี และสาวพรหมจารีนั้น ก็สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ทั้งกายและจิตใจ แต่หญิงที่มีสามีแล้วก็สาละวนในการงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจของสามี ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ก็เพื่อที่จะให้ท่านได้เข้าใจ และเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านเอง มิใช่จะเอาบ่วงบาศคล้องท่านแต่เพื่อความเป็นระเบียบ ขอให้ท่านปฏิบัติต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากใจสองฝักสองฝ่าย แต่ถ้าชายใดที่มีคู่มั่นเป็นสาวพรหมจารี และรู้สึกว่าตนจะปฏิบัติต่อคู่มั่นอย่างสมควรไม่ได้ มีความรักร้อนแรง และต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ให้เขาทำตามปรารถนา คือให้เขาแต่งงานเสีย ไม่มีความผิดอันใด แต่ถ้าชายใดตั้งใจแน่วแน่ และเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และเขาสามารถบังคับใจตัวเองได้และตั้งใจว่าจะให้หญิงนั้นเป็นคู่มั่นต่อไป เขาก็กระทำดีแล้วเหตุฉะนั้นคนใดที่แต่งงานกับคู่มั่นของตนก็ทำดีอยู่ แต่ผู้ที่ไม่แต่งงานก็ทำดีกว่า ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาก็ต้องอยู่กับสามี ถ้าสามีตายนางก็เป็นอิสระจะแต่งงานกับชายใดก็ได้ตามใจ แต่ต้องแต่งงานกับผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้านางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า”(คร.7:25-40, มธ.19:11-12)