ใครคืออัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 คน ของพระเยซูคริสต์? ╰⊰¸¸.•¨* Who were the 12 Apostles of Christ?

http://saintsofmyheart.wordpress.com

SAINTS OF MY HEART

ใครคืออัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 คน ของพระเยซูคริสต์?

Who were the 12 Apostles of Christ?

คำว่า “ สาวก” หมายถึง “ผู้เรียนรู้” หรือ “ผู้ติดตาม” คำว่า “อัครทูต” หมายถึง “ผู้ที่ถูกส่งออกไป” เมื่อครั้งที่พระเยซูคริสต์ยังทรงอยู่ในโลกนี้ เราได้เรียกทั้ง 12 คนนั้นว่า อัครสาวก ซึ่งทั้ง 12 คนนั้นได้ติดตามและได้เรียนรู้จากพระเยซูทั้งยังได้รับการสอนจากพระองค์ แต่ภายหลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ทรงได้ส่งอัครสาวกให้ออกไปเป็นพยานถึงเรื่องราวของพระองค์ (มัทธิว 28:18-20 ; กิจการของอัครทูต 1:8) พวกเค้าจึงได้ถูกเรียกว่าเป็นอัครทูตทั้ง 12 คน อย่างไรก็ตามหากตอนนี้พระเยซูยังทรงอยู่ในโลกนี้เราก็สามารถใช้คำว่า อัครสาวก และ อัครทูต สลับสับเปลี่ยนกันได้

ซึ่งความหมายก็คือ การที่พระองค์ทรงสั่งสอนและส่งพวกเค้าออกไป ดั่งเดิมนั้นคำว่า อัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 ของพระเยซูคริสต์ปรากฎอยู่ใน มัทธิว 10: 2-4 “อัครทูตสิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้ คนแรกชื่อซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องของเขา ยากอบบุตรเศเบดี กับยอห์นน้องของเขา ฟีลิป และบารโธโลมิว โธมัส และมัทธิวคนเก็บภาษี ยากอบบุตรอัลเฟอัสและเลบเบอัส ผู้ที่มีชื่ออีกว่าธัดเดอัส ซีโมนพรรคชาตินิยม และยูดาส อิสคาริโอท ที่ได้อายัดพระองค์ไว้นั้น” และยังมีพระคำภีร์ที่ได้กล่าวถึง อัครสาวก/อัครทูต ทั้ง 12 คนอีก ซึ่งอยู่ใน มาระโก 3:16-19 และ ลูกา 6:13-16 ถ้าเปรียบเทียบทั้ง 3 ข้อนี้จะเห็นว่ามีบางจุดที่ชื่อจะแตกต่างกัน ดูเหมือนว่า ธัดเดอัสจะรู้จักกันในนามของ “ยูดาสบุตรของยากอบ” (ลูกา 6:16) แล เลบเบอัสด้วย(มัทธิว 10:3) ซีโมนก็ยังถูกเรียกว่าซีโมนพรรคชาตินิยมด้วย (มาระโก 3:18) และยูดาส อิสคาริโอทผู้ที่อายัดพระเยซูได้ถูกแทนที่ในหมู่อัครทูตทั้ง12คนโดยมัทธิว (กิจการของอัครทูต 1:20-26) ครูสอนพระคำภีร์บางคนได้ให้ภาพของมัทธิวไว้เหมือนว่าเค้าเป็นสมาชิกที่ “ไม่สมบูรณ์” ของอัครทูตทั้ง 12 คน และเชื่อว่าคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกให้มาแทนที่ยูดาส อิสคาริโอทนั้นคืออัครทูตเปาโลนั้นเอง

อัครสาวก / อัครทูตทั้ง 12 คนนั้นเป็นบุคคลธรรมดาที่กพระเจ้าทรงใช้พวกเค้าในงานที่ ไม่ธรรมดา ใน 12 คนนั้นบ้างก็เป็นชาวประมง, คนเก็บภาษี และเป็นผู้ที่ต่อต้าน พระกิตติคุณได้บันทึกถึงเรื่องราวของการต่อสู้, การล้มลง และการลังเลสงสัยของทั้ง 12 คน ที่ติดตามพระเยซู แต่หลังจากที่พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ องค์กพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงให้อัครสาวก / อัครทูต เหล่านั้นได้มีกำลังและเป็นคนของพระองค์อย่างแท้จริง และยังเป็น “พวกคว่ำโลกมนุษย์” (กิจการของอัครทูต 17:6) มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปนะหรือ? อัครสาวก / อัครทูต ทั้ง 12 คนนั้นได้ “อยู่กับพระเยซู” นั้นเอง (กิจการของอัครทูต 4:13) และเราก็สามารถที่จะอยู่กับพระองค์ได้ด้วยเช่นเดียวกัน!

Advertisements

ลิงค์: ศาสนจักรออร์โธดอกซ์ (Orthodox Church in Thailand)

http://www.orthodox.or.th/index.php?lang=th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

(Orthodox Church in Thailand)

Link: Orthodox Church in Thailand

http://www.orthodox.or.th/index.php?lang=en

Orthodox Church in Thailand

Ссылка на сайт: Православной Церкви в Таиланде ╰⊰¸¸.•¨* Russian

http://www.orthodox.or.th/index.php?lang=ru

Православной Церкви в Таиланде

อันดรูว์ อัครสาวก (Saint Andrew the Apostle)

http://saintsofmyheart.wordpress.com

SAINTS OF MY HEART

อันดรูว์ อัครสาวก (Saint Andrew the Apostle)

อันดรูว์เป็นน้องชายของเปโตร เกิดและโตที่เมืองเบธไซดา แคว้นกาลิลี ประเทศปาเลสไตนยึดอาชีพชาวประมงเช่นเดียวกับเปโตรพี่ชายขณะเดียวกันเปโตรก็สมัครเป็นศิษย์ของยอห์นบัปติสต์ด้วย เมื่อมารู้จักกับพระเยซูคริสต์ครั้งแรกก็ขอตามไปดูพระองค์จนถึงที่ที่พระองค์พำนักอยู่พร้อมกับฟิลิป จึงเกิดความเลื่อมใสสมัครเป็นศิษย์ของพระองค์ และยังไปตามเปโตรให้มารู้จักกับพระเยซูคริสต์และสมัครเป็นศิษย์ด้วย(ยน.1.40-4)

อันดรูว์เป็นศิษย์สำคัญคนหนึ่งในบรรดาอัครสาวก มีบทบาทหลายอย่างปรากฎในพระวรสาร เช่นเมื่อคนต่างชาติไปหาฟิลิปขอให้พาไปหาพระเยซูคริสต์ ฟิลิปกลับไปหาอันดรูว์แล้วชวนอันดรูว์ไปทูลพระเยซูคริสต์ด้วยกัน(ยน.12.22) แสดงว่าอันดรูว์เป็นเพื่อนสนิทกับฟิลิป (ทั้งสองเป็นศิษย์ของยอห์นบัปติสต์ด้วยกัน) และในเวลาเดียวกันอันดรูว์ก็ใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์ด้วย เช่น เมื่อพระองค์จะทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปังเลี้ยงประชาชน พระองค์ก็ทรงถามฟิลิปเป็นการลองใจว่าจะหาอาหารที่ไหนมาเลี้ยงประชาชน ฟิลิปก็จนปัญญา อันดรูว์จึงเข้ามาแก้ไขสถานการณ์โดยทูลพระองค์ว่าเห็นเด็กคนหนึ่งมีขนมปังอยู่ 5 ก้อน และปลา 2 ตัว (ยน.6.8-9)พระเยซูคริสต์จึงทรงอาศัยขนมปังและปลานั้นทำอัศจรรย์ทวีให้เพิ่มมากขึ้นเลี้ยงประชาขนจนอิ่มหนำ

หลักฐานชิ้นสุดท้ายในพระคัมภีร์ที่มีชื่ออันดรูว์ปรากฎอยู่ก็คือ หนังสือกิจการอัครสารวกที่บรรจุชื่ออันดรูว์ ไว้พร้อมกับอัครสาวกอื่นๆหลังจาที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว(กจ.1.13)

นักประวัติศาสตร์โบราณและคริสตชนเดิมเชื่อกันว่าอันดรูว์ได้ออกไปประกาศพระศาสนาทางเอเชียน้อยแทบแคว้นกับปาโดเชีย กาลาเทีย และบีทีเนีย นักบุญเยโรมบันทึกไว้ในประวัตินักบุญมรณสักขีว่า อันดรูว์ได้เป็นสังฆราชปกครองเมืองปาตรัสโช และถูกจับประหารชีวิตเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยถูกตรึงกางเขนที่มีรูปไขว้เหมือนเครื่องหมายคูณ ซึ่งต่อมานิยมเรียกกางเขนชนิดนี้ว่า กางเขนนักบุญอันดรูว์

พิธีกรรมและแนวความเชื่อของนิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox rituals and beliefs)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

พิธีกรรมและแนวความเชื่อของนิกายออร์โธด็อกซ์

Orthodox rituals and beliefs

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

1.การรับศีลล้างบาปของนิกายออร์โธด็อกซ์ยังคงกระทำกับทารกโดยมีพ่อแม่อุปถัมภ์ และใช้วิธีการปะพรมน้ำ

2.การรับศีลมหาสนิทของนิกายออร์โธด็อกซ์ใช้ขนมปังและเหล้าไวน์ ส่วนนิกายคาทอลิคให้แต่ขนมปังอย่างเดียว ส่วนเหล้าไวน์นั้นบาทหลวงผู้ทำพิธีเท่านั้นที่ได้ดื่ม และระยะเวลาของการทำพิธีศีลมหาสนิทของนิกายออร์โธด็อกซ์ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่ากัน

3.นิกายออร์โธด็อกซ์ยอมให้ผู้ที่จะเข้ารับการแต่งตั้งเป็นผู้ประกอบพิธีในศาสนกิจได้นั้นสามารถแต่งงานได้ก่อนบวช

4.นักปรัชญาและนักคิดของทางตะวันออก มีอิทธิพลต่อนิกายออร์โธด็อกซ์ เน้นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์คำตรัสเทศนาและความเป็นมนุษย์ของพระองค์

5.นิกายออร์โธด็อกซ์ส่งเสริมชีวิตประชาชนให้ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย โดยเฉพาะนักบวชนั้นต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ มีความอดทน กล้าหาญ ไม่อาลัยในความสุข ละความรักแบบโลก ๆ แต่เคร่งครัดศรัทธาในศาสนาอย่างจริงจัง นักบวชคริสต์เตียนออร์โธด็อกซ์หลายคนสละชีวิตทางโลกไปเป็น นักพรตถือศีลภาวนาตามถ้ำและทะเลทรายไม่น้อย

6.นิกายออร์โธด็อกซ์ใช้ภาษากรีกและถือว่าเป็นภาษาที่ต้องให้ความเคารพคล้ายกับพระพุทธศาสนาที่ให้ความสำคัญกับภาษาบาลี

ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์นี้มีศรัทธาที่เหนียวแน่นในศาสนามาก เราจะเห็นได้ว่า แม้นประเทศทางแถบยุโรปตะวันออกหลายประเทศ ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์และประชาชนประเทศตุรกีเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์หลายคนยังคงมีศรัทธาที่เหนียวแน่นและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ไม่ถูกหลอมเหลาได้ง่ายจาก สภาพแวดล้อมจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ในบริเวณ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นจำนวนไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่น่าจะถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยผู้รุกราน

พิธีกรรมแห่งศีลมงคลสมรส (Marriage)

http://orthodoxsaintvalentine.wordpress.com

ORTHODOX SAINT VALENTINE

พิธีกรรมแห่งศีลมงคลสมรส (Marriage)

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

พิธีกรรมศีลมงคลสมรสในศาสนาคริสต์เตียนออร์โธด็อกซ์ดั้งเดิมนั้น คือการให้คำมั่นสัญญาของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่อพระเจ้าว่าจะอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวด้วยความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ของคู่สมรสนี้เปรียบได้กับความสัมพันธ์ของพระคริสต์เจ้าที่มีต่อศาสนจักรของพระองค์ และการครองคู่อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยานี้ นี่เองที่ทั้งสองฝ่าย มีความใฝ่ประสงค์ขอต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่พระองค์จะอำนวยพระพรของพระองค์ให้แก่ชีวิตครอบครัว และการกำเนิดใหม่และการเลี้ยงดูบุตรให้เป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีในภายภาคหน้า

พิธีสมรสนี้ได้ถูกสถาปนาขึ้นโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าเองเมื่อครั้งเวลาบนสรวงสวรรค์ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ผู้แรกขึ้นคือ อดัม และอีวา “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ทรงตรัสแก่เขาว่า จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดินจงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเลและฝูงนกในอากาศ…” (ปฐก.1:28)

องค์พระเยซูคริสต์เจ้า ได้ทรงอำนวยพรของพระองค์ในพิธีมงคลสมรสด้วยการที่พระองค์เองนั้นทรงเป็นแขกในงานสมรสที่เมืองคาอันแคว้นกาลิลี และได้ทรงยืนยันต่อพิธีด้วยว่า การสถาปนาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของพิธีมงคลสมรสที่ว่า “พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ตามพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นและได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” (ปฐก.1:27) และได้ทรงตรัสอีกด้วยว่า “เหตุฉะนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (ปฐก.2:24) “เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เป็นสองต่อไป แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้วอย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย” (มธ.19:4-6)

นักบุญอัครสาวกเปาโลได้กล่าวว่า “เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า หมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร” (อฟซ.5:31-32)

ความสัมพันธ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้ากับคริสตจักรนั้นมีรากฐานที่ตั้งอยู่บนความรัก ขององค์พระเยซูคริสต์ต่อคริสตจักร และในการอุทิศให้ทั้งหมดของพระเยซูคริสต์เจ้าต่อคริสตจักรของพระองค์ จากจุดนี้นี่เองที่สามีจึงต้องรักภรรยาของตนดังเป็นกายของตนเอง ส่วนภรรยานั้นก็รักสามีของตนด้วยความเต็มใจ และรักที่จะเชื่อฟังสามีด้วยเหมือนกัน

ท่านอัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “ฝ่ายผู้เป็นสามีทั้งหลายเอ๋ย จงรักภรรยาของตน เหมือนดังที่ พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงรักคริสตจักรของพระองค์ และทรงสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร…เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง” (อฟซ.5:25,28) “ ฝ่ายผู้เป็นภรรยาทั้งหลายเอ๋ย จงเชื่อฟังสามีของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ที่ดีของผู้เป็นภรรยา เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยาเหมือนพระคริสต์ทรงเป็นพระเศียรของคริสตจักร ซึ่งเป็นดังพระกายของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร” (อฟซ.5:22-23) ดังนั้นคู่สมรส (สามี และภรรยา) ทุกๆ คน ในตลอดชั่วชีวิต ควรจะต้องรักษาไว้ซึ่งความรัก ความซื่อสัตย์ และความนับถือ ซึ่งกันและกัน รากฐานในชีวิตครอบครัวของชาวคริสต์เตียนที่ดี และถูกต้องสมบูรณ์นั้น เป็นแหล่งกำเนิดของสังคมที่ดี รากฐานของครอบครัวที่ดีนั้นตั้งอยู่บนคริสตจักรแห่งพระเยซูเจ้าของพวกเราทุกๆ คน

พิธีกรรมของศีลมงคลสมรสนั้น ไม่จำเป็นสำหรับทุกๆคนไป แต่จะเป็นไปในลักษณะของความประสงค์ดีที่อยู่กินกันแบบนอกสมรส จึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องบริสุทธิ์ และไร้ซึ่งมลทิน หรือสำหรับผู้ที่ไร้คู่ครองหรือไม่ประสงค์ที่จะมีคู่ครอง ก็ควรที่จะดำรงชีวิตอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรมให้ได้ตลอดไป ดังที่พระวจนะของพระเจ้าที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า ชีวิตอันสูส่งที่ไร้ซึ่งคู่สมรส คือการดำรงชีวิตอันเป็นชัยชนะในพรหมจรรย์ต่อพระเจ้า ท่านทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “เรื่องคนโสดนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็น ในฐานที่เป็นผู้ได้รับพระกรุณาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ เพราะเหตุความยากลำบากที่จะมาถึงอยู่ในเวลานี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกคนควรจะอยู่อย่างที่เขาเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ท่านมีภรรยาแล้วหรืออย่าหาช่องที่จะทิ้งภรรยาเลย ท่านเป็นคนตัวเปล่าหรือ อย่าหาภรรยาเลย ถ้าท่านจะแต่งงานก็ไม่มีความผิดและถ้าหญิงสาวพรหมจารีจะแต่งงานก็ไม่มีความผิด แต่คนที่แต่งงานนั้นจะต้องยุ่งยากลำบากใจ แต่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ท่านพ้นจากความยุ่งยากนั้น พี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าหมายความว่า ยุคนี้ก็สั้นมากแล้ว ตั้งแต่นี้ไปให้คนเหล่านั้นที่มีภรรยาดำเนินชีวิต เหมือนกับไม่มีภรรยา และให้คนที่เศร้าโศกดำเนินชีวิตเหมือนกับมิได้ชื่นชมยินดี และผู้ที่ซื้อก็ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับว่าเขาไม่มีกรรมสิทธิ์เหนืออะไรเลย และคนที่ใช้ของโลกนี้ให้ดำเนินชีวิต เหมือนกับมิได้ใช้อย่างเต็มที่เลยเพราะระบบของโลกนี้กำลังล่วงไป ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพ้นจากความสาละวนวุ่นวาย ฝายคนที่ไม่มีภรรยาก็สาละวนในงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่คนที่มีภรรยาแล้วก็สาละวนในงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งที่พอใจของภรรยา เป็นการสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหญิงซึ่งไม่มีสามี และสาวพรหมจารีนั้น ก็สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ทั้งกายและจิตใจ แต่หญิงที่มีสามีแล้วก็สาละวนในการงานของโลกนี้ เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจของสามี ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ก็เพื่อที่จะให้ท่านได้เข้าใจ และเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านเอง มิใช่จะเอาบ่วงบาศคล้องท่านแต่เพื่อความเป็นระเบียบ ขอให้ท่านปฏิบัติต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากใจสองฝักสองฝ่าย แต่ถ้าชายใดที่มีคู่มั่นเป็นสาวพรหมจารี และรู้สึกว่าตนจะปฏิบัติต่อคู่มั่นอย่างสมควรไม่ได้ มีความรักร้อนแรง และต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ให้เขาทำตามปรารถนา คือให้เขาแต่งงานเสีย ไม่มีความผิดอันใด แต่ถ้าชายใดตั้งใจแน่วแน่ และเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และเขาสามารถบังคับใจตัวเองได้และตั้งใจว่าจะให้หญิงนั้นเป็นคู่มั่นต่อไป เขาก็กระทำดีแล้วเหตุฉะนั้นคนใดที่แต่งงานกับคู่มั่นของตนก็ทำดีอยู่ แต่ผู้ที่ไม่แต่งงานก็ทำดีกว่า ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาก็ต้องอยู่กับสามี ถ้าสามีตายนางก็เป็นอิสระจะแต่งงานกับชายใดก็ได้ตามใจ แต่ต้องแต่งงานกับผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้านางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า”(คร.7:25-40, มธ.19:11-12)