พิธีกรรมแห่งศีลการเจิมน้ำมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Chrismation)

http://havefaithorthodoxy.wordpress.com

HAVE FAITH – ORTHODOXY

พิธีกรรมแห่งศีลการเจิมน้ำมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Chrismation)

พิธีกรรมของศีลการเจิมน้ำมันนั้น คือการส่งผ่านความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจิตเจ้าแก่ผู้ที่เชื่อในพระคริสต์เจ้า ศีลเจิมนี้คือการมอบพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจิตเจ้าเพื่อความสงบสุขทางด้านจิตวิญญาณแก่ชาวคริสต์เตียนทุกคน เกี่ยวกับการได้รับมาซึ่งพระพรแห่งพระจิตเจ้า องค์พระเยซูคริสต์เจ้าเองได้ทรงตรัสกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น (คือ ออกมาจากจิตใจของคนผู้นั้น) สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจของพระองค์” (ยน.7:38-39) ท่านอัครสาวกเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ซึ่งทรงตั้งเรากับท่านทั้งหลายไว้ในพระคริสต์และได้ทรงเจิมเราไว้นั้นก็คือพระเจ้า และพระองค์ได้ทรงประทับตราเราและประทานพระจิตศักดิ์สิทธิ์ไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย”(2คร.1:21-22)

พระพรแห่งพระจิตเจ้าจำเป็นสำหรับชาวคริสต์เตียนทุกๆคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าพระบุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้า และพิธีศีลเจิมพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์นี้เองที่มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นตราประทับแห่งกำลังทางด้านจิตวิญญาณสำหรับพวกเราทุกๆคน (และยังมีบุคคลคัดสรรพิเศษบางคน เช่น ผู้เผยพระวจนะ, อัครทูต, และกษัตริย์ ที่ได้รับพระพรศีลเจิมแห่งวิญญาณบริสุทธิ์อันสูงส่งแห่งพระผู้เป็นเจ้า) ตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาแล้ว ที่พิธีศีลเจิมพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ที่กระทำกันของเหล่านักบุญและสาวกของพระเยซูคริสต์เจ้านั้นประกอบพิธีกันโดยการวางมือบนศีรษะของอีกคน “เมื่อพวกอัครทูตซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเลมได้ยินว่าชาวสะมาเรียนได้รับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว จึงให้เปโตรกับยอห์นไปหาเขา ครั้นเปโตรกับยอห์นไปถึงก็อธิฐานเผื่อเขา เพื่อให้เขาได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ได้เสด็จลงมาสถิตกับผู้ใด เป็นแต่เพียงการได้รับศีลล้างบาปในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น เปโตรกับยอห์นจึงวางมือบนเขา แล้วเขาทั้งหลายก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์” (กจ.8:14-17,19:2-6) แต่หลังจากสิ้นสุดศตวรรษที่หึ่งแล้วพิธีศีลเจิมพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เปลี่ยนมาประกอบพิธีกันโดยใช้น้ำมันเสกศักดิ์สิทธิ์เจิม แทนการวางมือบนศีรษะ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในหนังสือพระคัมภีร์พันธสัญญาฉบับเดิม สาเหตุเป็นเพราะว่าเหล่าสาวกของพระคริสต์ไม่มีเวลาพอที่จะประกอบพิธีวางมือแห่งการส่งผ่านประวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ได้ทันกาล น้ำมันเสกศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นน้ำมันบริสุทธิ์คัดสรรชนิดพิเศษ ที่นำมาประกอบพิธีเสกขอพรจากพระจิตเจ้า ที่กระทำพิธีโดยหัวหน้าสงฆ์ เพื่อที่หลังจากนี้จะสามารถนำไปประกอบพิธีศีลเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แก่ชาวคริสต์ศาสนิกชนได้ต่อไป

ในช่วงเริ่มแรกนั้นพิธีเสกน้ำมันขอพระพรจากพระจิตเจ้าจะประกอบพิธีโดยเหล่าพระสาวกและผู้รับช่วงต่อจากพระสาวก หรือพระสังฆราช และปัจจุบันนี้พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้จะสามารถกระทำได้โดยสังฆราชเท่านั้น ซึ่งน้ำมันเสกนี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพรจากพระจิตเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการเสกขอพรของเหล่าพระสังฆราชเท่านั้น และพิธีการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์แก่ชาวคริสต์เตียนนั้นสามารกระทำได้โดยบาทหลวงชาวคริสต์เตียนทุกคน มีชาวคริสต์เตียนไม่กี่คนที่เรียกพิธีศีลเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้ว่า “วันที่ห้าสิบแห่งการเสด็จลงมาสถิตของพระจิตเจ้า แก่ชาวคริสต์เตียนทุกๆคน”

อธิบายเพิ่มเติม: พิธีศีลเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้จะกระทำขึ้นบนตัวบุคลที่เป็นชาวคริสต์เตียนเพียงครั้งเดียว ในชีวิตเขาเท่านั้น

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

Advertisements

ศีลล้างบาป (Baptism)

http://textsorthodoxy.wordpress.com

TEXTS – ORTHODOXY

ศีลล้างบาป (Baptism)

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

ชาวคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีรับศีลนี้ก่อน เพื่อแสดงว่าตนเองได้เข้ามาเป็นสมาชิกของศาสนจักรแล้ว จึงจะสามารถรับศีลอื่น ๆ ต่อไปได้อีก การรับศีลล้างบาปนี้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตแม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แต่ถ้ากลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลนี้ เพราะถือได้ว่าทำการล้างบาปแล้ว ทั้งนี้เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่ามนุษย์มีบาปกำเนิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดสืบมาแต่บรรพบุรุษซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและอีฟ

พิธีกรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของศีลล้างบาป คือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเข้ารับการจุ่มตัวทั้งร่างกายลงไปในน้ำสามครั้ง ไปพร้อมๆกับการกล่าวนามพระไตรลักษณ์เจ้า คือ ในนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอชำระจากบาปแต่ครั้งเริ่มแรก และจากบาปที่มีอยู่ทั้งหลายทั้งปวง และบาปที่เคยทำมาแต่ครั้งก่อน ก่อนที่จะเข้ารับศีลล้างบาป และเป็นการกำเนิดใหม่ในพระพรแห่งพรจิตเจ้า ที่ได้รับมาซึ่งชีวิตใหม่แห่งฝ่ายจิตวิญญาณ (การกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ) และได้ทำการเข้าเป็นสมาชิกแห่งพระคริสตจักร ซึ่งได้มีส่วนในพระคุณาธิการแห่งราชอาณาจักรแห่งพระคริสต์เจ้า พิธีศีลล้างบาปนี้ได้ทำการสถาปนาขึ้นโดยพระเยซูคริสต์เจ้าของพวกเราเอง พระองค์เทรงกระทำให้พิธีศีลล้างบาปนี้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการใช้พระองค์เองเป็นตัวอย่างในการรับศีลล้างบาป จากท่านยอห์นผู้ให้ศีลล้างบาป หลังจากนั้น ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จข้นสู่สรวงสวรรค์ พระองค์ได้ทรงสั่งแก่เหล่าสาวกของพระองค์ไว้ด้วยว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้พวกเขารับศีลล้างบาปในพระนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธ์” (มธ.28:19)

พิธีศีลล้างบาปนี้ จำเป็นสำหรับทุกๆคนที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกแห่งคริสตจักรของพระคริสต์เจ้า ดังที่มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “พระเยซูตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยน.3:5)สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับในพิธีศีลล้างบาปนั้นจะต้องมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้า และมีความสำนึกในการกลับใจใหม่

ในคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์นั้น จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ผู้ปกครอง และผู้ปกครองอุปถัมภ์ของเด็กมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองที่จำเป็นจะต้องมีผู้ปกครองรับอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปในโบสถ์ ที่ไม่ใช่พ่อแม่ตัวจริง แต่อาจจะเป็นใครก็ได้ที่เป็นญาติมิตรหรือคนรู้จัก เพื่อที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ และช่วยเหลือและเอาใจใส่ทางด้านความเชื่อและคำสอนที่ถูกต้องแห่งพระคริสต์เจ้า จนกว่าเด็กนั้นจะเติบโตเป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีต่อไป ในภาระหน้าที่ของผู้ปกครองอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปนี้ จะเป็นบาปอย่างยิ่งถ้าผู้ปกครองอุปถัมภ์นั้นปล่อยปะละเลย ในหน้าที่การอุปถัมภ์ทางศาสนาแก่บุตรอุปถัมภ์ของตน พระคุณาธิการแห่งพระพรที่ได้รับมาซึ่งความเชื่อของผู้อื่นนั้น มีปรากฏให้เห็นแก่เราในพระคัมภีร์ ที่พระคริสต์ได้ทรงรักษาคนเป็นง่อยให้หาย “เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงทรงตรัสกับคนง่อยว่า ลูกเอ๋ยบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (มก.2:5)

บางนิกายมีความเห็นว่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ยังไร้เดียงสา และได้มีการกล่าวหาต่อคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์ว่ามี การประกอบพิธีต่อเด็กที่ยังไร้เดียงสา แต่สาระหลักของการประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กนั้นกระทำขึ้นเพื่อ ที่ว่าในธรรมเนียมพิธีแห่งศีลล้างบาปของพันธสัญญาเดิมนั้นเด็กที่มีอายุแรกเกิดได้แปดวันต้องเข้าพิธีสุหนัต (การตัดหนังหุ้มปลายองคชาติสำหรับเด็กชายเท่านั้น) “ในพระองค์นั้น ท่านได้รับพิธีเข้าสุหนัตที่มือมนุษย์มิได้กระทำ โดยที่ท่านได้สละกายเนื้อหนังเสียในการเข้าสุหนัตแห่งพระคริสต์ และได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีศีลล้างบาปมาแล้ว และในพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากความตายกับพระองค์ โดยเชื่อในการกระทำของพระองค์ผู้ได้ชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา” (คส.2:11-12) และเหล่าพระสาวกของพระเยซูได้ทำการประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่ครอบครัวที่มีบุตรอย่างไร้ความสงสัย เด็กในวันนี้ ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า สามารถมีบาปอันเป็นที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้พวกเขาได้รับศีลล้างบาปจากพิธีกรรมทางศาสนาแห่งพระคริสต์เจ้าที่หลังจากนั้นจะได้รับพระพรจากพระจิตเจ้าเพื่อชำระมลทินทั้งปวงของพวกเขา

พระเยซูคริสต์เจ้าเองได้ทรงตรัสไว้ว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าย่อมเป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น (ลก.18:16) ดังเช่นที่พิธีกรรมของศีลล้างบาปนั้นคือการให้กำเนิดใหม่แก่จิตวิญญาณ ทุกคนเกิดมาแค่เพียงครั้งเดียว การรับศีลล้างบาปก็ควรจะมีแค่ครั้งเดียวเช่นกัน “มีกายเดียวและมีพระจิตเจ้าองค์เดียวเหมือนมีความหวังใจอันเดียว ที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว และศีลล้างบาปเดียวเท่านั้น” (อฟซ. 4:4-5)

พิธีล้างบาปสืบเนื่องมาจากความเชื่อของพวกอิสราเอลนับตั้งแต่ยุคพันธสัญญาเดิมที่เชื่อกันว่าการชำระล้างด้วยน้ำเป็นเครื่องหมายของการชำระทางจิตใจ การทำบัพติศมาหรือการทำพิธีล้างบาปนี้ นักบุญจอห์น (John the Baptism) เคยทำให้กับพระเยซูที่แม่น้ำจอร์แดนและพระเยซูเคยมีคำสั่งให้ผู้ที่ข้าไปในแผ่นดินแห่งสวรรค์ของพระองค์ได้นั้นนั้นต้องรับศีลล้างบาปด้วยน้ำในนามของพระบิดา พระบุตร และพระจิต ชาวคริสต์นับแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันนี้จึงได้ถือปฏิบัติตามกันมา เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระตนให้บริสุทธิ์จากบาป ยืนยันความเชื่อในพระคริสต์เจ้าผู้ทรงคืนพระชนม์

ผู้รับศีลล้างบาปอาจกระทำได้ตั้งแต่เริ่มเกิดใหม่โดยมีพ่ออุปถัมภ์หรือแม่อุปถัมภ์ร่วมรับในการประกอบพิธีและให้การสั่งสอนเกี่ยวกับพระคริสต์ศาสนาจนเติบโตเป็นคนดีของสังคม หรือกระทำตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ที่รับศีลทำด้วยความศรัทธาของตนอย่างแท้จริง ผู้ทำพิธี คือ คุณพ่ออธิการ (ภาษา ชาวบ้านเรียกคุณพ่อเจ้าวัดซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส) หรือผู้ที่คุณพ่ออธิการได้มอบหมาย แต่ในยามวิกฤตใกล้ตายก็โปรดศีลล้างบาปให้ได้ทั้งนั้น ผู้โปรดศีลล้างบาปจะต้องทำให้ถูกวิธีมิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ

ผู้รับศีลล้างบาปแล้วตามปกติจะมีพ่อแม่อุปถัมภ์(ทูนหัว)ซึ่งไม่ใช่พ่อแม่ของตนเอง พ่อแม่ ทูนหัวนี้ คือ ผู้ประคองศีรษะผู้รับศีลล้างบาป(เด็กเล็ก)ขณะที่ผู้โปรดศีลล้างบาปจะเทน้ำลงบนศีรษะ ผู้ได้รับเกียรติเป็นพ่อแม่ทูนหัวนี้จะต้องดูแลลูกทูนหัวทางฝ่ายวิญญาณไปจนกระทั่งลูกทูนหัวสามารถช่วย ตนเองได้ และพ่อแม่ทูนหัวนี้จะแต่งงานกับลูกทูนหัวของตนไม่ได้เด็ดขาด การทำพิธีล้างบาปนี้อาจกระทำในวันคืนวันปาสกา หรือวันอาทิตย์ หรือวันที่เหมาะสม

ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้ ╰⊰¸¸.•¨* The Orthodox Christian way of life

http://walkingbytheseaorthodoxy.wordpress.com

WALKING BY THE SEA – ORTHODOXY

ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้

The Orthodox Christian way of life

1.ศีลล้างบาป (Baptism)

ชาวคริสต์ทุกคนต้องผ่านพิธีรับศีลนี้ก่อน เพื่อแสดงว่าตนเองได้เข้ามาเป็นสมาชิกของศาสนจักรแล้ว จึงจะสามารถรับศีลอื่น ๆ ต่อไปได้อีก การรับศีลล้างบาปนี้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิตแม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แต่ถ้ากลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกก็ไม่ต้องรับศีลนี้ เพราะถือได้ว่าทำการล้างบาปแล้ว ทั้งนี้เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่ามนุษย์มีบาปกำเนิดติดตัวมาตั้งแต่เกิดสืบมาแต่บรรพบุรุษซึ่งตามพระคัมภีร์เก่าว่ามาจากมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและอีฟ

พิธีกรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของศีลล้างบาป คือผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเข้ารับการจุ่มตัวทั้งร่างกายลงไปในน้ำสามครั้ง ไปพร้อมๆกับการกล่าวนามพระไตรลักษณ์เจ้า คือ ในนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอชำระจากบาปแต่ครั้งเริ่มแรก และจากบาปที่มีอยู่ทั้งหลายทั้งปวง และบาปที่เคยทำมาแต่ครั้งก่อน ก่อนที่จะเข้ารับศีลล้างบาป และเป็นการกำเนิดใหม่ในพระพรแห่งพรจิตเจ้า ที่ได้รับมาซึ่งชีวิตใหม่แห่งฝ่ายจิตวิญญาณ (การกำเนิดใหม่แห่งจิตวิญญาณ) และได้ทำการเข้าเป็นสมาชิกแห่งพระคริสตจักร ซึ่งได้มีส่วนในพระคุณาธิการแห่งราชอาณาจักรแห่งพระคริสต์เจ้า พิธีศีลล้างบาปนี้ได้ทำการสถาปนาขึ้นโดยพระเยซูคริสต์เจ้าของพวกเราเอง พระองค์เทรงกระทำให้พิธีศีลล้างบาปนี้ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการใช้พระองค์เองเป็นตัวอย่างในการรับศีลล้างบาป จากท่านยอห์นผู้ให้ศีลล้างบาป หลังจากนั้น ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จข้นสู่สรวงสวรรค์ พระองค์ได้ทรงสั่งแก่เหล่าสาวกของพระองค์ไว้ด้วยว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้พวกเขารับศีลล้างบาปในพระนามแห่งพระบิดา และพระบุตร และพระจิตอันศักดิ์สิทธ์” (มธ.28:19)

พิธีศีลล้างบาปนี้ จำเป็นสำหรับทุกๆคนที่มีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกแห่งคริสตจักรของพระคริสต์เจ้า ดังที่มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “พระเยซูตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยน.3:5)สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับในพิธีศีลล้างบาปนั้นจะต้องมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้า และมีความสำนึกในการกลับใจใหม่

ในคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์นั้น จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ผู้ปกครอง และผู้ปกครองอุปถัมภ์ของเด็กมีความเชื่อในพระคริสต์เจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองที่จำเป็นจะต้องมีผู้ปกครองรับอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปในโบสถ์ ที่ไม่ใช่พ่อแม่ตัวจริง แต่อาจจะเป็นใครก็ได้ที่เป็นญาติมิตรหรือคนรู้จัก เพื่อที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ และช่วยเหลือและเอาใจใส่ทางด้านความเชื่อและคำสอนที่ถูกต้องแห่งพระคริสต์เจ้า จนกว่าเด็กนั้นจะเติบโตเป็นชาวคริสต์เตียนที่ดีต่อไป ในภาระหน้าที่ของผู้ปกครองอุปถัมภ์แห่งศีลล้างบาปนี้ จะเป็นบาปอย่างยิ่งถ้าผู้ปกครองอุปถัมภ์นั้นปล่อยปะละเลย ในหน้าที่การอุปถัมภ์ทางศาสนาแก่บุตรอุปถัมภ์ของตน พระคุณาธิการแห่งพระพรที่ได้รับมาซึ่งความเชื่อของผู้อื่นนั้น มีปรากฏให้เห็นแก่เราในพระคัมภีร์ ที่พระคริสต์ได้ทรงรักษาคนเป็นง่อยให้หาย “เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงทรงตรัสกับคนง่อยว่า ลูกเอ๋ยบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (มก.2:5)

บางนิกายมีความเห็นว่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กที่ยังไร้เดียงสา และได้มีการกล่าวหาต่อคริสตศาสนจักรดั้งเดิมออร์โธด็อกซ์ว่ามี การประกอบพิธีต่อเด็กที่ยังไร้เดียงสา แต่สาระหลักของการประกอบพิธีศีลล้างบาปแก่เด็กนั้นกระทำขึ้นเพื่อ ที่ว่าใน Continue reading “ศีลศักดิ์สิทธิ์วิถีชีวิตของชาวคริสต์คริสต์เตียนโอโธด็อกซ์มีดังนี้ ╰⊰¸¸.•¨* The Orthodox Christian way of life”

ผลของบาป (ปฐมกาล 3:1-24) ╰⊰¸¸.•¨* The effect of sin (Genesis 3:1-24)

http://textsorthodoxy.wordpress.com

TEXTS – ORTHODOXY

ผลของบาป (ปฐมกาล 3:1-24)

The effect of sin (Genesis 3:1-24)

การ “เป็นเหมือนพระเจ้าคือรู้ดีรู้ชั่ว” ตรงนี้เองเป็นบาปที่เย้ายวนใจที่สุดของมนุษย์ บ่อยครั้งที่มนุษย์ตั้งตนเองเป็นพระเจ้า และคิดตัดสินใจเอาเองว่าอะไรดี อะไรชั่ว ผลของบาปที่เกิดขึ้นคือ ความกลัวและการซ่อนตัวจากพระเจ้า (ปฐก 3:10)

การซ่อนตัวจากพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร… เมื่อพระเจ้าทรงถามอาดัมถึงเหตุผลที่เขาทำบาป อาดัมแก้ผิดให้ตัวเองโดยอ้างว่าเอวาเป็นคนชวนให้เขาทำ เมื่อพระเจ้าทรงถามเอวา เอวาก็แก้ตัวซัดทอดต่อไปว่างูให้เขาทำ ทั้งอาดัมและเอวาไม่ยอมรับความผิดที่ตนเองเป็นผู้ก่อและการไม่ยอมรับผิด หรือไม่รับผิดชอบต่อบาปของตน นี่เองคือความหมายของการซ่อนตัวจากพระเจ้า

บาปใหญ่อย่างหนึ่งของคนในยุคนี้คือ การ่วมมือทำชั่วในสังคมโดยไม่รู้ตัว ครั้งหนึ่งคุณแม่เทเรซาเคยถามว่า “อะไรคือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความรัก” คำตอบไม่ใช่ความเกลียดชังแต่คือความไม่ใส่ใจไม่สนใจความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์หรือความชั่วในสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคของความรักที่มีสาเหตุมาจากการซ่อนตัวจากพระเจ้า เป็นการไม่ยอมรับผิดชอบต่อบาปที่ตนเองมีส่วนทำให้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อมนุษย์ล้มลงในบาป พระเจ้าไม่ได้ทรงนิ่งเฉยหรือไม่ทรงใส่ใจ ทรงลงโทษอาดัมและเอวา แต่ขณะเดียวกัน “ทรงเอาหนังสัตว์มาทำเสื้อให้มนุษย์และภรรยาสวมปกปิดกาย” แม้ว่าจะต้องลงโทษมนุษย์เพราะความผิดบาปที่พวกเขาก่อขึ้น พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมหนทางแห่งการปกป้องคุ้มครองไว้ให้ด้วย เพื่อมนุษย์จะสามารถอดทนต่อความยากลำบากที่ต้องเผชิญได้

นิกายออร์โธดอกซ์ (Orthodox)

http://heavenonearthorthodoxy.wordpress.com

HEAVEN ON EARTH – ORTHODOXY

นิกายออร์โธดอกซ์ (Orthodox)

คำว่า “ออร์โธด็อกซ์” นี้แปลว่า “ความเป็นดั้งเดิม” ได้แก่ ปฏิปทาของคนทั่วไป คริสตศาสนิกชนออร์โธด็อกซ์ จึงไม่ถือว่าตนเองคือ นิกายหนึ่งของคริสตศาสนาแต่เป็นคริสตศาสนาที่สืบเนื่องมาจากต้นกำเนิด และถือว่าพวกตนเป็นผู้อนุรักษ์คำสั่งสอนที่ได้รับมาจากพระเยซูอย่างซื่อสัตย์ อีกทั้งเป็นผู้ปกป้องพระศาสนาให้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด

นิกายออร์โธด็อกซ์ มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ท่านอัครฑูตเปโตร และเปาโล ได้รับการสถาปนาจากพระเยซูให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร เราอาจกล่าวได้ว่า ท่านเป็นรากฐานแห่งคริสตศาสนจักรท่านแรกที่ทุกคนต้องยอมรับนับถือและมีศรัทธาเชื่อฟังอย่างเดียวในฐานะที่เป็น “ผู้ดูแลฝูงแกะ” ของพระเจ้า ความคิดแบบนี้ได้สืบทอดกันต่อมารวมไปถึงสาวกทั้ง 12ท่าน จนกระทั่งปัจจุบันนี้ พระอัครสังฆราชจึงมิได้อยู่ในฐานะนักบวชเท่านั้น แต่เป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรที่ทุกคนต้องให้ความเคารพเชื่อถือ นิกายออร์โธด็อกซ์จึงเป็นนิกาย ที่มุ่งมั่นให้สัตบุรุษมีศรัทธา และปฏิบัติตามพระศาสนจักร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งสวรรค์ ที่จะสามารถนำประชาชนไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามภาระกิจ ที่พระเจ้าได้มอบไว้

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

พระเจ้าผู้เป็นอันติมสัจจ์ (God is the Scribe)

http://faithbookorthodoxy.wordpress.com

FAITHBOOK – ORTHODOXY

พระเจ้าผู้เป็นอันติมสัจจ์ (God is the Scribe)

ศาสนาคริสต์มีพระเจ้าองค์เดียวกับพระเจ้าของศาสนายิว คือ พระยะโฮวา พระผู้ทรงอานุภาพยิ่งใหญ่ ทรงเป็นจิตบริสุทธิ์ ไม่มีรูปร่าง มีอยู่นิรันดร จึงไม่มีการเกิด ไม่มีการตาย ทรงสถิตอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง ทรงสามารถทุกอย่าง ไม่มีใครสร้างพระองค์ แต่พระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลพิภพนี้ ชาวคริสต์เชื่อกันว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปตามแผนการของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ ปรารถนาจะช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาปกำเนิดที่สืบกันมาแต่บรรพบุรุษคู่แรก คือ อาดัมและอีวา พระองค์จึงส่งพระบุตรมาเกิดในโลกมนุษย์ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทางแห่งความรอด

พระเจ้าผู้เป็นพระบิดาและพระเยซูซึ่งเป็นพระบุตร จึงเป็นหนึ่งเดียวกันคือความสัมพันธ์แห่งความรัก เมื่อพระเยซูได้จากสาวกไปแล้ว โดยทรงไปสถิตอยู่กับพระบิดาในอาณาจักรแห่งพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงเมตตาต่อมนุษย์ พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาและพระเยซูผู้ทรงเป็นบุตร และพระจิตแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาสถิตยังโลกเพื่อมนุษย์จะได้รู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานมาให้แก่พวกเขา

เราอาจกล่าวได้ว่าสิ่งสูงสุดของชาวคริสต์ คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ซึ่งเรียกว่า “ตรีเอกภาพ” (Trinity) คือ สามภาคของพระเจ้าที่เป็นหนึ่งเดียวกัน การที่จะเข้าถึงสิ่งสูงสุดนี้จะต้องมีความรักและศรัทธาในพระเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว และรักเพื่อนมนุษย์ให้เหมือนกับรักตนเอง ผู้ใดที่สามารถปฏิบัติตามได้เช่นนี้แล้ว เขาจะได้รับสิทธิพิเศษให้อยู่ในแผ่นดินสวรรค์ ผู้ใดที่ได้อยู่ที่แห่งนี้จะมีชีวิตนิรันดรซึ่งจะเข้าถึงได้ต่อเมื่อตายแล้ว บุคคลที่สามารถสละความสุขทางโลก และสละสมบัติทางโลกได้เท่านั้น จึงสามารถเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้าได้เพราะคนเราจะมีนาย 2 คนไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าจะเลือกพระเจ้าก็ต้องสละสมบัติทางโลก และถ้าจะเลือกสมบัติทางโลกก็ต้องสละพระเจ้า ผู้ฝ่าฝืนพระบัญญัติจะถูกตัดสินให้ลงนรก ถูกไฟเผาผลาญได้รับความทุกข์ทรมานตลอดไป

ศาสนาคริสต์ได้กล่าวถึง “วันพิพากษาโลก” (The Last of Judgement) เพื่อให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า และเกรงกลัวต่อการกระทำความชั่ว วันนี้เป็นวันสำคัญของศาสนาคริสต์ที่พระบุตรจะเสด็จกลับมาโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิพากษามนุษย์ในมาระโกบทที่ 13 ข้อ 24-27 ของหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ (พระคริสตธรรมคัมภีร์. 1993 : 108) ได้กล่าวถึง วันสิ้นพิภพและการเสด็จมาพิพากษาโลกของพระเยซูคริสต์เจ้า ความว่า

“…………ภายหลังเมื่อคราวลำบากนั้นพ้นไปแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสงดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า และบรรดาสิ่งซึ่งมีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน เมื่อนั้นเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ ทรงฤทธานุภาพ และพระสิริเป็นอันมาก เมื่อนั้นพระองค์จะทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ทั้งสี่ทิศนั้น ตั้งแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลกถึงที่สุดของฟ้า…………….”

เราอาจกล่าวได้ว่า ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งประวัติศาสตร์การที่พระเยซูคริสต์เจ้าจะเสด็จกลับมาพิพากษาโลกอีกครั้งหนึ่งในวันสิ้นโลก ผู้ชอบธรรมเท่านั้น ที่จะถูกตัดสินให้ขึ้นสวรรค์ตลอดชั่วนิรันดร ส่วนคนอธรรมจะถูกปรับโทษให้ลงนรกนิรันดร

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

หลักคำสอนของศาสนาคริสต์ (Doctrine of Christianity)

http://catechism-orthodox-christianity.blogspot.com

CATECHISM – ORTHODOX CHRISTIANITY

หลักคำสอนของศาสนาคริสต์ (Doctrine of Christianity)

แหล่ง:

http://www.orthodox.or.th

ศาสนจักรออร์โธดอกซ์

บรรดาคำสอนทั้งหลายของพระเยซูนั้นเทศนาบนภูเขา (Sermon on the Mount) เป็นคำสอนที่จัดเป็นระบบมากที่สุด และแสดงให้เห็นถึงจุดประสงค์ของพระเยซูที่มีพระประสงค์ปฏิรูปชีวิตมนุษย์ไปสู่หนทางที่ถูกต้อง อีกทั้งเป็นหลักจริยธรรมที่พระองค์ทรงมอบให้แก่มนุษย์ทุกคนได้ปฏิบัติเพื่อความสุขในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งควรแก่การศึกษา โดยตัดมาบางข้อพอเป็นสังเขปและจัดเรียงหัวข้อตามที่ปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ โดยเรียงตามลำดับดังนี้ คือ

1.ผู้เป็นสุข หรือบรมสุข 8 ประการ

คำสอนนี้มีลักษณะส่งเสริมการให้กำลังใจแก่คนทุกคน เพื่อให้พวกเขาสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาได้อย่างไม่หวั่นไหว แม้นว่าตนเองจะรู้สึกว่ามีความบกพร่องไม่ดีพอ เป็นคนมีทุกข์โศกเศร้า เป็นคนจิตอ่อนโยน เป็นคนรักความถูกต้องเที่ยงธรรม เป็นคนจิตใจบริสุทธิ์ และเป็นคนที่ถูกกลั่นแกล้งข่มเหง บุคคลเหล่านี้ย่อมได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้อยู่ในอาณาจักรสวรรค์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องยินดียินร้ายต่อคำนินทาว่าร้ายของผู้อื่น และไม่ต้องหวั่นเกรงต่อการข่มเหงของผู้ข่มเหงเหล่านั้น

2.เกลือแห่งแผ่นดินโลก

คำสอนนี้ต้องการให้มนุษย์ดำรงรักษาความดีงามเหมือนเกลือรักษาความเค็ม เพราะถ้าทิ้งความดีไปแล้วก็ไม่ต่างไปจากเกลือที่หมดรสเค็ม ประโยชน์ที่จะพึงมีก็หมดไม่ หาคุณค่าใดไม่ได้เลย

3.ความสว่างของโลก

คำสอนนี้เป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ผู้ทำความดีและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างมั่นคง ความดีที่เขาทำไว้จะมีผลต่อโลกและผู้อื่น เป็นผลให้ผู้ที่เห็นความดีนั้นสรรเสริญพระเป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา เปรียบเหมือนกับลูกที่ดีบิดาย่อมได้รับการยกย่อง เพราะความดีของลูก

4.พระธรรมบัญญัติใหม่(The New Testament)

คำสอนนี้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงค์ของพระเยซูที่มุ่งชี้แจงให้บุคคลทั้งหลาย ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเผยแพร่ศาสนาที่ได้ดำเนินอยู่นั้น มิได้เป็นไปเพื่อการล้มล้างหรือยกเลิก พระบัญญัติเดิมที่ชาวยิวได้นับถือสืบกันมาหากแต่ว่าเป็นการปฏิรูปคำสอนเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

5.ความโกรธ

คำสอนได้สะท้อนถึงข้อห้ามในพระธรรมบัญญัติเดิมที่ว่า อย่าฆ่าคน แต่พระเยซูได้มาขยายคำสอนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ให้ทุกคนพึงระวังในด้านจิตใจด้วยมิใช่ระวังแต่ทางกายเพียงทางเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโกรธซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ให้ผลในทางกาย การฆ่ายากที่จะเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีความโกรธ ความโกรธจึงเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ทุกคนต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นได้ ความในใจที่มีอยู่จะต้องปลดเปลื้องให้หมด อย่าได้ติดค้างไว้เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อทับถมมากเข้าจะมีผลทางกาย ในที่สุดทำให้เกิดการเข่นฆ่าทำลายล้างซึ่งกันและกัน

6.การล่วงประเวณี

คำสอนได้แสดงให้เห็นถึง การปฏิรูปทางความคิดแต่เดิมที่มุ่งหมายเฉพาะการล่วงประเวณีที่เกิดขึ้นทางกายแต่พระเยซูได้สอนให้ลึกซึ้งไปกว่านี้ โดยเตือนให้ทุกคนระวังการล่วงประเวณีทางใจ ซึ่งเกิดจากความพอใจในทางจิตวิญญาณ ดังนั้นถ้าร่างกายเราส่วนใดส่วนหนึ่งทำผิด ทำบาป ควรทำลายส่วนนั้นทิ้งเสีย เพราะถึงจะเสียอวัยวะไปก็ดีกว่าตัวเราจะต้องลงนรก

7.การสบถสาบาน

คำสอนนี้ได้ทำให้เห็นว่า ให้บุคคลยึดถือสัจจะและความจริงใจอย่างมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องไปอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งอื่น ๆ เพื่อเป็นหลักประกันคำพูดของตนเอง คนที่มีจิตใจมั่นคงในคำสอนของศาสนาย่อมไม่กล่าวคำเท็จ และมีความเชื่อมั่นในตนเองทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์

8.การตอบแทน

คำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าพระเยซูไม่ต้องการให้บุคคลทั้งหลายมีจิตใจอาฆาตแค้นต่อกัน คำสอนในตอนนี้ทำให้นึกถึงการละอัตตาในพุทธศาสนา ตราบใดที่คนเรายังมีความ ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของตนอยู่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรเพื่อผู้อื่นและพระเจ้าได้

9.รักศัตรู

คำสอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักแห่งความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย แม้แต่ศัตรูผู้ที่คิดร้าย บุคคลนั้นได้ชื่อว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์เพราะสามารถต้านทานกิเลสในจิตใจได้

10.การทำทาน

คำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่า พระเยซูต้องการให้บุคคลทำดีจนเคยชินเป็นนิสัย มากกว่าที่จะทำบุญเพื่อหวังบำเหน็จรางวัล เพราะความดีที่แท้จริงคือการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

12.การอธิษฐาน

คำสอนนี้แสดงให้เห็นว่าการสวดมนต์อธิษฐานด้วยความเคารพอย่างแท้จริงนั้น ต้องไม่อวดตัวว่าเป็นผู้เคร่งศาสนาและเป็นผู้มีศีลมีสัตย์ ผู้ปฏิบัติต่อศาสนาด้วยความเคารพอย่างจริงใจ

13.การถืออดอาหาร

คำสอนนี้ สะท้อนให้บุคคลปฏิบัติทางศาสนาด้วยความเชื่อมั่น การถืออดอาหารเป็นการปฏิบัติทางศาสนาที่ทุกคนควรเต็มใจทำ แต่ไม่ใช่จำใจทำ เพราะนั่นไม่ใช่ความดีที่แท้จริง 14. ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ คำสอนนี้ ทำให้เกิดแนวคิดในเรื่องการทำจิตให้หมดความยึดถือในทรัพย์สมบัติ ภายนอกกาย แต่ความดียิ่งทำมากเท่าใดสวรรค์ย่อมเป็นที่ไปสำหรับบุคคลนั้น

15.ประทีปของร่างกาย

คำสอนนี้ทำให้เราคิดได้ว่าความสว่างในจิตใจนั้นเกิดจากมุมมองอันถูกต้องถ้าดวงตา สามารถหยั่งเห็นสัจธรรมของชีวิตได้ การดำเนินชีวิตย่อมเป็นไปตามปกติ

16.พระเจ้าและเงินทอง

คำสอนนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า คนเราไม่สามารถยึดถือเงินตราหรือพระเจ้าเป็น ที่พึ่งอาศัย โดยพร้อมกันทั้งสองอย่าง แต่จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความรักและสัตย์ซื่ออย่างหมดหัวใจ และจะต้องหมิ่นประมาทอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะนายทั้งสองนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

17.ความกระวนกระวาย

คำสอนนี้ทำให้เห็นว่า มนุษย์รักและศรัทธาในพระเจ้าก็ควรจะวางใจเชื่อ พระองค์ ให้คำนึงถึงแต่ปัจจุบันเท่านั้น และทำดีให้ถึงที่สุดของความดีนั้น

18.การกล่าวโทษผู้อื่น

คำสอนนี้ทำให้เกิดความคิดที่ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผล อย่างนั้น” เรากล่าวโทษผู้อื่นอย่างไร และเราก็จะถูกกล่าวโทษเช่นนั้นบ้าง คนส่วนมากไม่ใคร่มอง ตนเอง แต่มักเพ่งโทษของผู้อื่น จึงมองไม่เห็นความชั่วของตนทำให้เป็นผู้ที่โลกทัศน์มืดมัวและปัญญามืดบอด

19.ขอ หา เคาะ

คำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้า ย่อมมีน้ำพระทัยเมตตาแก่ผู้ทุกข์ยากที่ร้องขอความช่วยเหลือพระเจ้าย่อมไม่ทอดทิ้ง พระองค์ดีต่อพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ควรที่จะดำเนินตามรอยพระองค์ ด้วยการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นปฏิบัติ เช่นนั้นต่อพวกเขา

20.ประตูคับแคบ

คำสอนนี้เป็นการเตือนสติบุคคลให้ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาทคนส่วนมากชอบความง่าย ความสะดวกสบาย จึงพลาดต่อการทำผิดทำชั่ว จิตที่ชอบความสะดวกสบาย จึงมีคนน้อยมากที่จะยอมประพฤติปฏิบัติความดีงามและยอมต้านกระแสความต้องการของโลก คนส่วนมากเลือกประตูกว้างซึ่งเป็นทางที่สะดวกกว่าประตูที่คับแคบเช่นเดียวกับคนส่วนมากเลือกที่จะทำชั่วมากกว่าที่จะทำความดีเพราะการทำดีนั้นยากลำบาก ต้องใช้ความอดทนและความพยายามอย่างสูง

21.รู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน

คำสอนนี้เป็นการเตือนใจบุคคลให้รู้จักเฟ้นบูชาบุคคลที่ควรบูชา ไม่ศรัทธา เพียงเพราะเห็นว่ามีท่าทีน่าเลื่อมใส แต่ให้ดูผลงานของบุคคลที่บอกถึงคุณค่าที่แท้จริงของเขา

22.เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย

คำสอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่เอ่ยเรียกพระเจ้าบ่อยครั้ง ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ เพราะปากที่เคยพร่ำถึงอยู่เสมอแต่ไม่เคยปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นคนดีที่แท้จริง และเป็นคนที่พระเจ้าไม่เคยรู้จัก

23.รากฐานสองชนิด

คำสอนนี้เป็นตอนสุดท้ายที่ย้ำเตือนให้บุคคลทั้งหลาย นำคำสอนที่กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นไปปฏิบัติซึ่งจะเกิดผลดีแก่เขาทั้งโลกนี้และโลกหน้า อีกทั้งเป็นการเตือนสติบุคคลให้ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท หลักคำสอนสำคัญอื่น ๆ

1.บาปกำเนิด คือ บาปที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด

2.ตรีเอกภาพ คือ พระเจ้าสูงสุดพระองค์เดียว แต่มี 3 สถานะ คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต

3.ความรัก เป็นกฎทองคำของศาสนาคริสต์ กล่าวว่า “จงรักพระเจ้าสุดใจ สุดความคิด

สุดกำลัง” และ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนเจ้ารักตัวเอง”

4.อาณาจักรพระเจ้า คือ สภาวะจิตใจที่บริสุทธิ์